ระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการปลูกยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: กรณีศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี
งานวิจัยยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

1.การใช้ระบบจำแนกสมรรถนะความอุดมสมบูรณ์ของดิน
เพื่อศึกษาความเหมาะสมของดินปลูกยาง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Use of Fertility Capability Classification (FCC) System for Land Suitability
And Soil Fertility Capability for Rubber Plantations in The Northeast
               พิเชษฐ  ไชยพานิชย์,  ดรุณี  โกศัยเสวี,  ยุทธกร  ธรรมศิริ  และสุจินต์  เม้นเหมือน
               
บทคัดย่อ
       การใช้ระบบจำแนกสมรรถนะความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อศึกษาความเหมะสมของดินปลูกยาง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีวัตถุประสงค์เพื่อจำแนกสมรรถนะความอุดมสมบูรณ์ของดิน และความเหมาะสมของดิน ในการใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางของประเทศโดยเฉพาะ 19 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ จังหวัดร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ หนองคาย นครพนม อุบลราชธานี เลย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ยโสธร ชัยภูมิ สุรินทร์ อุดรธานี นครราชสีมา สกลนคร มุกดาหาร ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู และจังหวัดอำนาจเจริญ ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2540 ถึงเดือนกันยายน 2544 แนวทางการดำเนินงานแบ่งออกเป็น (1) ออกสำรวจพื้นที่ ทำการตรวจสอบชุดดิน โดยใช้อุปกรณ์ และเครื่องมือในการสำรวจดินภาคสนาม (2) จัดกลุ่มให้เป็นหน่วยแผนที่ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกยาง และหน่วยแผนที่ดินที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกยาง และทำการรวบรวมหน่วยแผนที่ต่าง ๆ ดังกล่าว คำนวณเป็นพื้นที่ของแต่ละจังหวัด (3) ทำการจำแนกพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกยางออกเป็น 3 ลักษณะด้วยกัน คือ ก. จำแนกเนื้อดิน แบ่งได้เป็นเนื้อดินร่วนทราย และเนื้อดินร่วนเหนียว แล้วคำนวณเป็นพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ข. จำแนกชั้นความเหมาะสมของดิน แล้วคำนวณเป็นพื้นที่ในแต่ละชั้นความเหมาะสม ค. จำแนกสมรรถนะความอุดมสมบูรณ์ของดินระบบ FCC โดยใช้โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์
จากการสำรวจ และจำแนกความเหมาะสมของดินพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ทั้งหมด 99,370,858 ไร่ มีชุดดินทั้งหมด 100 ชุดดิน มีพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกยางรวม 41,579,699 ไร่ หรือ 41.84% มีจำนวน 37 ชุดดิน และพบมากที่สุด คือชุดดินโคราช ส่วนจังหวัดที่มีเนื้อที่ที่เหมาะสมมากในการปลูกยาง คือจังหวัดสกลนคร การจำแนกชั้นความเหมาะสมต่อการปลูกยาง (FCC-R) พบว่าไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสมมากในการปลูกยาง (FCC-R I) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ที่เหมาะสมปานกลางในการปลูกยาง (FCC-R II) รวม 13,578,181 ไร่ หรือ 32.66% ของพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกยาง มีจำนวน 22 ชุดดิน และพื้นที่ที่เหมาะสมเล็กน้อยในการปลูกยาง (FCC-R III) รวม 28,001,518 ไร่ หรือ 67.34% ของพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกยาง มีจำนวน 15 ชุดดิน การจำแนกเนื้อดินในดินที่เหมาะสมในการปลูกยางสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มดินร่วนเหนียว (C) มีพื้นที่ 14,561,162 ไร่ หรือ 35.02% ของพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกยาง มีจำนวน 23 ชุดดิน กลุ่มดินร่วนทราย (L) มีพื้นที่ 27,018,537 ไร่ หรือ 64.98% ของพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกยาง มีจำนวน 14 ชุดดิน การจำแนกตามระบบ FCC พบว่าดินส่วนใหญ่มีเนื้อดินเป็นดินทราย มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจะบวกต่ำ มีปริมาณเหล็กที่ตรึงฟอสฟอรัสได้สูง มีปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ต่ำ (Seikp) รองลงมาเป็นดินที่ดินบนเป็นดินร่วน ดินล่องเป็นกรด มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวกต่ำ มีปริมาณเหล็กที่ตรึงฟอสฟอรัสได้สูง และมีกรวดในดินล่าง 15 - 35%

2. สำรวจโรคและศัตรูที่สำคัญทางเศรษฐกิจในสวนยางพาราในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
Survey and Study on Disease of Immature and Mature Rubber
In Upper North - Eastern Region
       อนุสรณ์  แรมลี,  เกษตร  แนบสนิท , สมชาย  ทองเนื้อห้า  และจำนงค์  คงศิลป์
       
บทคัดย่อ
       การสำรวจโรคและศัตรูที่สำคัญที่เศรษฐกิจในสวนยางพาราในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยดำเนินการสุ่มสำรวจจากแปลงยางของเกษตรกรทั้งอายุก่อนการเปิดกรีด และหลังกรีด โดยเลือกพื้นที่อยู่ใกล้สถานีตรวจอากาศมากที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่ใกล้เคียงค่าความเป็นจริง เพื่อนำมาประกอบการดูระดับความรุนแรงของการเกิดโรค ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับคือ 0 = ไม่พบการระบาดของโรค, 1 = ระบาดเล็กน้อย ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย, 2 = ปานกลางทำให้เสียหายบางส่วน, 3 = ค่อนข้างรุนแรง ก่อให้เกิดความเสียหาย > 25%, 4 = รุนแรงมากก่อให้เกิดความเสียหาย > 50% ผลการดำเนินงาน (2539 - 2540) ได้รับข้อมูลเบื้องต้นจากแบบสอบถามและการสำรวจโดยการบันทึกผลจำนวน 18 สวนแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มยางอายุก่อนเปิดกรีด พบว่าจากกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มสำรวจจำนวนทั้งหมด 10 สวน พบโรคจากเชื้อ Colletotrichum spp, ที่ระดับคะแนนคือ 1 ทั้งหมด 3 สวน (30%) พบโรคราสีชมพู Corticlum salmonicolor Berk, & Br. ที่ระดับคะแนน 1 ทั้งหมด 2 สวน (20%) พบเพลี้ยหอยที่ระดับคะแนน 1 ทั้งหมด 2 สวน (0%) ใบร่วงจากเชื้อ Phytophthora spp. ที่ระดับคะแนน 1 ทั้งหมด 1 สวน (10%) นอกนั้นเป็นอาการอื่น ๆ เช่น ฟ้าผ่า 2 สวน (20%) หินดาน 1 สวน (10%) และ Sun Scorch อีก 1 สวน (10%) และกลุ่มยางหลังเปิดกรีด จำนวน 8 สวน พบโรคราสีชมพูจากเชื้อ Corticlum salmonicolor ที่ระดับคะแนน 1 จำนวน 6 สวน (75%) พบโรคราแป้งจากเชื้อ Oidium heveae steinm ที่ระดับคะแนน 1 จำนวน 2 สวน (25%)          พบโรคใบร่วงจากเชื้อ Phytophthora spp. ที่ระดับคะแนน 1 จำนวน 1 สวน (12.5%) เป็นอาการอื่น ๆ อีก เช่น เพลี้ยหอย 2 สวน (25%)
พบว่าฤดูกาลระบาดของราสีชมพูมีตลอดปีเพราะขึ้นอยู่กับสภาพสวน ส่วนโรคอื่น ๆ จะระบาดหนักเฉพาะหน้าฝน ซึ่งเป็นฤดูกาลที่เหมาะสมกับการเกิดและแพร่กระจายของโรค (มิ.ย. - พ.ย.) ส่วนยางที่สำรวจพบว่าปลูกพันธุ์ RRIM 600 ประมาณ 90% ที่เหลือเป็น BPM 24 และพันธุ์อื่น ๆ เล็กน้อย

3.สำรวจโรคและศัตรูที่สำคัญทางเศรษฐกิจของยางพาราในแปลงกิ่งตายาง แปลงกล้ายาง
และแปลงผลิตยางชำถุง ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
Survey and Study on Disease of Bud Wood Nursery, Stock Nursery
And poly-bag Rubber In Upper North - Eastern Region
       อนุสรณ์  แรมลี,  เกษตร  แนบสนิท,  เพชรรัตน์  พลชาสมชาย,  ทองเนื้อห้า , โอสา  จิตจักร, จำนงค์  คงศิลป์, ศูนย์วิจัยยางหนองคาย/กลุ่มวิจัยและพัฒนาการผลิตยาง  และ สถาบันวิจัยยาง

บทคัดย่อ
        การสำรวจโรคและศัตรูที่สำคัญทางเศรษฐกิจของยางพาราในแปลงกิ่งตา แปลงกล้ายาง และแปลงผลิตยางชำถุง ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยดำเนินการสุ่มสำรวจโรคจากแปลงผลิตกิ่งตายาง แปลงกล้ายาง และยางชำถุง ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชน โดยเลือกพื้นที่อยู่ใกล้สถานีตรวจอากาศมากที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาที่ใกล้เคียงค่าความเป็นจริงสามารถนำมาประกอบการดูระดับความรุนแรงของการเกิดโรคแต่ละชนิดในแต่ละช่วงเวลา โดยการให้คะแนนความรุนแรงของอาการโรคซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ 0 = ไม่พบการระบาดของโรค, 1 = ระบาดเล็กน้อย ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย, 2 = ปานกลางทำให้เสียหายบางส่วน, 3 = ค่อนข้างรุนแรง ก่อให้เกิดความเสียหาย > 25%, 4 = รุนแรงมากก่อให้เกิดความเสียหาย > 50% ผลการดำเนินงาน (2540) พบว่าได้รับข้อมูลเบื้องต้นจากแบบสอบถามและการสำรวจโดยการบันทึกผลพบว่า กลุ่มเป้าหมายที่สุ่มสำรวจโรค 7 ราย พบว่าเป็นโรคจากเชื้อ Colletotrichum spp. ที่ระดับคะแนน 1 ทั้ง 7 ราย (100%) และพบโรคใบจุดก้างปลาจากเชื้อ Corynespora casiicola ที่ระดับคะแนน 2 จำนวน 1 ราย (14.28%) ที่ระดับคะแนน 1 จำนวน 4 ราย (57.12%) พบว่าเป็นโรคจุดตานกที่ระดับคะแนน 1 จำนวน 2ราย (28.56%) พบโรคจากเชื้อ Phytophthora spp. ที่ระดับคะแนน 2 จำนวน 1 ราย (14.28%) จากแปลงยางชำถุงส่วนในแปลงกิ่งตายางพบว่าพบโรคใบจุดก้างปลาที่ระดับคะแนน 1 จำนวน 2 ราย (66.67%) โรคจากเชื้อ Colletotrichum spp. ที่ระดับคะแนน 1 จำนวน 1 ราย (33.33%) ส่วนในแปลงกล้ายางไม่พบว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับโรค แต่จะมีปัญหาเกี่ยวกับการขาดธาตุ Nitrogen จำนวน 1 ราย (14.28%) ในการสำรวจโรคพบว่า จะเกิดโรคระบาดมากในช่วงหน้าฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม เพราสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการแพร่ระบาดของเชื้อ

4.อิทธิพลของสารปรับปรุงดินและปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี
ต่อผลผลิตยางในเขตแห้งแล้ง
Effect of soil Conditioner and organic Fertilizer with Chemical Fertilizer
on Yield of Rubber Grown in Ustic Moisture Regime
       โสภา โพธิวัตถุธรรม,อนุสรณ์ แรมลี , โอสา จิตรจักร, ศูนย์วิจัยยางสงขลา/กลุ่มวิจัยและพัฒนาการผลิตยาง  และ สถาบันวิจัยยาง

บทคัดย่อ
       สมบัติของดินทั้งทางเคมีและกายภาพมีผลต่อผลผลิตยาง ความอุดมสมบูรณ์ของดินสามารถทำได้โดยการใส่ปุ๋ยเคมี ส่วนสมบัติทางกายภาพต้องมีการปรับปรุงดินเพื่อทำให้ดินร่วนซุย ไม่แน่นทึบ ช่วยให้การระบายน้ำได้ดี จึงได้มีการนำสารปรับปรุงดินมาใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยกับต้นยางที่เปิดกรีด จึงได้ศึกษาอิทธิพลของสารปรับปรุงดินและปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีต่อผลผลิตยางในเขตแห้งแล้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราที่เหมาะสมของสารปรับปรุงดินและปุ๋ยอินทรีย์เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีที่ทำให้เพิ่มผลผลิตยาง ดำเนินการทดลองที่ ศูนย์วิจัยยางหนองคาย จังหวัดหนองคาย ดำเนินการทดลองเมื่อเดือนมิถุนายน 2544- กรกฎาคม 2546 ในสภาพดินร่วนปนทราย วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block มี 3 ซ้ำ ประกอบด้วย 10 กรรมวิธี คือ ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำ ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 1 กก./ต้น/ปี ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำร่วมกับสารปรับปรุงดิน 200 กรัม/ต้น/ปี ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำร่วมกับสารปรับปรุงดิน 200 กรัม/ต้น/ปี และร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 1 กก./ต้น/ปี ปุ๋ยเคมีครึ่งอัตราแนะนำร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 1 กก./ต้น/ปี ปุ๋ยเคมีครึ่งอัตราแนะนำร่วมกับสารปรับปรุงดิน 100 กรัม/ต้น/ปี ปุ๋ยเคมีครึ่งอัตราแนะนำร่วมกับสารปรับปรุงดิน 100 กรัม/ต้น/ปี และร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 1 กก./ต้น/ปี ปุ๋ยอินทรีย์ครึ่งอัตราแนะนำกับปุ๋ยอินทรีย์ 2 กก./ต้น/ปี และปุ๋ยอินทรีย์ 3 กก./ต้น/ปี โดยมีวิธีการไม่ใส่ปุ๋ยเป็นวิธีการเปรียบเทียบ ผลการทดลอง ปรากฏว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำ(1000 กรัม/ต้น/ปี) ร่วมกับสารปรับปรุงดินอัตรา 200 กรัม/ต้น/ปี และปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 1 กก./ต้น/ปี ให้ผลผลิตสูงสุดตลอดการทดลอง แต่เมื่อนำราคาปุ๋ยและสารปรับปรุงดินมาร่วมพิจารณาซึ่งเป็นต้นทุนเนื่องจากการใช้ปุ๋ย ทำให้ผลตอบแทนคุ้มค่าต่อการลงทุนดังนั้นอัตราที่เหมาะสมคือ ปุ๋ยเคมีครึ่งอัตราแนะนำ (500 กรัม/ต้น/ปี) ร่วมกับสารปรับปรุงดิน 100 กรัม/ต้น/ปี ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด จึงเป็นอัตราที่ควรแนะนำให้เกษตรกรในเขตแห้งแล้งใช้ต่อไป

5.อิทธิพลของปุ๋ยอินทรีย์อัตราต่าง ๆ ต่อประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมี
กับต้นยางหลังเปิดกรีดในเขตแห้งแล้ง
Influence of Rate Organic Fertilizer on the Efficiency
of Chemical Fertilizer for Mature Rubber in Ustic Moisture Regime
       โสภา  โพธิวัตถุธรรม,พิเชษฐ์  ไชยพานิช, อนุสรณ์  แรมลี,  ศูนย์วิจัยยางสงขลา / กลุ่มวิจัยและพัฒนาการผลิตยาง  และสถาบันวิจัยยาง
       

บทคัดย่อ
       ดินในเขตแห้งแล้งจะมีเนื้อดินเป็นดินทราย และมีหน้าดินตื้น การสูญเสียธาตุอาหารซึ่งเกิดจากการชะล้าง ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การปรับปรุงคุณภาพของดินโดยการเพิ่มธาตุอาหารและวัสดุปรับปรุงดิน เพื่อยกระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารปรับปรุงดินเข้าร่วมด้วย ดังนั้นจึงได้ศึกษาอิทธิพลของปุ๋ยอินทรีย์อัตราต่างๆ ต่อประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีกับต้นยางหลังเปิดกรีดในเขตแห้งแล้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาอัตราที่เหมาะสมของปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ในการเพิ่มผลผลิต ดำเนินการทดลองที่ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ดำเนินการทดลองเดือนมิถุนายน 2542-กรกฎาคม 2546 กับต้นยางพันธุ์ RRIM 600 ที่เปิดกรีดในสภาพดินร่วนเหนียวปนทราย วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block จำนวน 4 ซ้ำ ประกอบด้วย 8 กรรมวิธี คือปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 1, 2 และ 3 กก./ต้น/ปี ปุ๋ยเคมีครึ่งอัตราแนะนำร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 3 กก./ต้น/ปี ปุ๋ยเคมีครึ่งอัตราแนะนำ ปุ๋ยอินทรีย์ครึ่งอัตราแนะนำร่วมกับสารปรับปรุงดินและปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 3 กก.ต้น/ปี โดยเปรียบเทียบกับกรรมวิธีที่ใส่ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำ ผลการทดลอง ปรากฏว่า ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 3 กก/.ต้น/ปี เป็นอัตราที่ทำให้ผลผลิตสูงกว่าการใส่ปุ๋ยอัตราอื่น ๆ ตลอดการทดลองและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงผลตอบแทนจากการใส่ปุ๋ย โดยนำผลผลิตที่ได้ไปวิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ พบว่าการใส่ปุ๋ยเคมีครึ่งอัตราแนะนำ (500 กรัม/ต้น/ปี) ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 3 กิโลกรัม/ต้น/ปี มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงที่สุดและให้ผลตอบแทนคุ้มค่าต่อการลงทุน คือให้อัตราผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (MRR) เท่ากับหรือมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นอัตราที่ควรแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่เขตแห้งแล้งใช้ต่อไป

6. ระดับธาตุอาหารในดินเหลืองดินแดงที่ใช้ปลูกยางพาราในเขตปลูกยางใหม่
Plant Nutrients level in Yellow and Red Soil for New Rubber Planting Area
       พิเชษฐ์  ไชยพานิช, ไชยา  พัฒนกุล,  ดารณี  โกศัยเสวี,  สุจินต์  แม้นเหมือน  และยุทธกร  ธรรมศิริ

บทคัดย่อ
       ดินเหลืองดินแดงในประเทศไทยมีทั้งหมด 65 ชุดดิน แบ่งออกเป็น ดินเหลืองดินแดงที่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ จำนวน 38 ชุดดิน และไม่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้จำนวน 27 ชุดดิน ใน 3 ภาคของประเทศไทย คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคตะวันตก แบ่งออกเป็นดินเหลืองดินแดงที่ใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ 67.93 % ของเนื้อที่ที่เป็นดินเหลืองดินแดงทั้งหมด และไม่สามารถใช้เป็นที่ปลูกยางได้ 32.07 %ของเนื้อที่ที่เป็นดินเหลืองดินแดงทั้งหมด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบดินเหลืองดินแดงมากที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันตกและ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบดินเหลืองดินแดงกระจายอยู่ 52.49 % สามารถใช้เป็นที่ปลูกยางได้ 69.48 % หรือประมาณ 1 ใน 3 ของภาคไม่สามารถใช้เป็นที่ปลูกยางได้ 30.52 % หรือประมาณ 1 ใน 6 ของภาค จังหวัดที่พบดินเหลืองดินแดงมากที่สุด คือ นครพนม

7. ระดับธาตุอาหารพืชในดินลูกรังที่ใช้ปลูกยางพาราในเขตปลูกยางใหม่
Plant Nutrients level in Lateritic Soil for New Rubber Planting Area
       พิเชษฐ์  ไชยพานิช,ไชยา  พัฒนกุล,  ดารณี  โกศัยเสวี,  สุจินต์  แม้นเหมือน  และยุทธกร  ธรรมศิริ
               
บทคัดย่อ
       การกระจายของดินลูกรัง พบว่ามีทั้งหมด 35 ชุดดิน แบ่งออกเป็นดินลูกรังที่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ จำนวน 21 ชุดดิน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคเหนือ มีดินลูกรังกระจายอยู่ 13.09 % แบ่งออกเป็นดินลูกรังที่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ มี 73.67 % ของเนื้อที่ที่เป็นดินลูกรังทั้งหมดและที่ไม่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ 26.33 % ของเนื้อที่ที่เป็นดินลูกรังทั้งหมด ภาคที่พบดินลูกรังมากที่สุดและดินลูกรังสามารถปลูกยางได้กระจายอยู่มาก คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีดินลูกรัง กระจายอยู่ 14.95 % ของพื้นที่ จังหวัดที่พบดินลูกรังกระจายตัวมากที่สุด คือ หนองคาย จังหวัดที่พบดินลูกรังสามารถใช้เป็นที่ปลูกยางได้ กระจายอยู่มาก คือ มุกดาหาร

8. ระดับธาตุอาหารพืชในดินตื้นที่ใช้ปลูกยางพาราในเขตปลูกยางใหม่
Plant Nutrients level in Shollow Soil for New Rubber Planting Area
       พิเชษฐ์  ไชยพานิช, ไชยา  พัฒนกุล,  ดารณี  โกศัยเสวี,  สุจินต์  แม้นเหมือน  และยุทธกร  ธรรมศิริ
       
บทคัดย่อ
       การกระจายของดินตื้น พบว่ามีทั้งหมด 8 ชุดดิน และชุดดินทั้งหมดเหล่านี้ไม่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ จากการสำรวจภาคสนามพบว่าใน 3 ภาคของประเทศไทย คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคเหนือ พบว่ามีดินตื้นกระจายอยู่ 3.35 % หรือประมาณ 6 ล้านไร่ ภาคที่พบดินตื้นกระจายอยู่มากที่สุด คือ ภาคตะวันตก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีดินตื้นกระจายอยู่ 2.54 % จังหวัดที่พบดินตื้นกระจายอยู่มากคือ มหาสารคาม ในภาคเหนือมีดินตื้นกระจายอยู่ 3.65 % จังหวัดที่พบดินตื้นกระจายอยู่มากคือ ลำปาง ในภาคตะวันตกพบว่ามีดินตื้นกระจายอยู่ 6.66 % จังหวัดที่พบดินตื้นกระจายอยู่มากคือ กาญจนบุรี

9. ระดับธาตุอาหารพืชในดินทรายที่ใช้ปลูกยางพาราในเขตปลูกยางใหม่
Plant Nutrients level in Sandy Soil for New Rubber Planting Area
       พิเชษฐ์  ไชยพานิช,  ไชยา  พัฒนกุล,ดารณี  โกศัยเสวี,  สุจินต์  แม้นเหมือน  และยุทธกร  ธรรมศิริ

               
บทคัดย่อ
       การกระจายของดินทราย มีทั้งหมด 27 ชุดดิน แบ่งออกเป็นดินทรายที่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ มีจำนวน 9 ชุดดิน และไม่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ จำนวน 18 ชุดดิน การสำรวจภาคสนามพบว่าใน 3 ภาคของประเทศไทย คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคเหนือ พบว่ามีดินทรายกระจายอยู่ 4.60 % เป็นดินทรายที่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ 23.00 % ของเนื้อที่ที่เป็นดินทรายทั้งหมด และไม่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ 77.00% ของเนื้อที่ที่เป็นดินทรายทั้งหมด ภาคที่พบดินทรายกระจายอยู่มากที่สุด คือ ภาคตะวันตก ภาคที่พบดินทรายที่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ กระจายอยู่มากที่สุด คือ ภาคเหนือ
       ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีดินทรายกระจายอยู่ 5.98 %  ของพื้นที่  จังหวัดที่พบดินทรายกระจายอยู่มากที่สุด คือ ร้อยเอ็ด ดินทรายที่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ มี 16.40 % ของเนื้อที่ที่เป็นดินทรายทั้งหมด และไม่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ 83.60 % ของเนื้อที่ที่เป็นดินทรายทั้งหมด จังหวัดที่พบดินทรายที่สามารถใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางได้ กระจายอยู่มากที่สุด คือ มุกดาหาร

10. เศรษฐกิจการตลาดยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Economics of Rubber Marketing in the North - East
       สมพร  กฤษณะทรัพย์,บุญอาจ  กฤษณะทรัพย์  และกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการยาง สถาบันวิจัยยาง


บทคัดย่อ
       เมื่อเริ่มกรีดยางและทำยางแผ่นดิบขายในปี 2535 นั้น เป็นการขายให้กับพ่อค้ายางรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้รวบรวมยางให้แก่ผู้ค้ายางที่อยู่ในจังหวัดระยอง ผู้รวบรวมจะออกไปรับซื้อถึงบ้านชาวสวน 7 - 15 วัน/ครั้ง โรงงานหล่อดอกยางที่จังหวัดอุดรธานีก็เป็นแหล่งรับซื้อยางจากพ่อค้าที่ซื้อจากชาวสวนด้วย หลังจากที่รัฐบาลได้ดำเนินการแทรกแซงตลาดยาง เพื่อช่วยชาวสวนได้ราคาดีขึ้นตั้งแต่ปี 2541 นั้น ได้มีจุดแทรกแซงจำนวน 18 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่สวนยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด โดยรับซื้อในราคาสูงกว่าตลาด 4 - 6 บาท ส่งผลให้พ่อค้ารายย่อยต้องหยุดดำเนินการ ชาวสวนยางได้อาศัยจุดแทรกแซงเป็นที่ขายยางของตน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเกือบตลอดเวลา โดยขายเป็นยางแผ่นดิบ
การนำยางมาขายของชาวสวนมีความยากลำบากตรงที่ต้องบรรทุกรถโดยสารรับจ้างหรือรถเพื่อนบ้านเดินทางไกลกว่า 50 กิโลเมตร จากบ้านถึงจุดขาย

11. สภาพการบำรุงรักษาสวนยางปลูกใหม่ในจังหวัดหนองคาย นครพนม และอุดรธานี
The Maintenance of Rubber Newplanting
in the Provinces of Nangkai,Narkorn Panom and Udornthani
       บุญอาจ  กฤษณะทรัพย์,  ปราโมทย์  สุวรรณมงคล, สมพร  กฤษณะทรัพย์  และสมเกียรติ  ทองรักษ์

บทคัดย่อ
       เป็นการศึกษาสภาพการบำรุงรักษาสวนยางในโครงการนำร่อง ซึ่งร่วมมือระหว่างสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร (สปก.) สมาคมเศรษฐกิจยุโรป โดย สปก.จัดหาที่ดิน อีอีซี ให้ทุนอุดหนุนเกษตรกรชาวสวนยางในโครงการปีแรก (2535/2536) ในรูปของพันธุ์ยางและปุ๋ยฟรี ส่วน ธกส. เป็นหน่วยงานที่ให้สินเชื่อตั้งแต่ปีที่สองเป็นต้นไป โดย อีอีซี จะอุดหนุนค่าดอกเบี้ยในอัตราทั่วไป ศูนย์วิจัยฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยยางได้เข้าไปมีส่วนให้ความช่วยเหลือในการกำหนดแหล่งปลูกยาง ผลการศึกษาพบว่าเกษตรชาวสวนยางเป็นผู้ที่มีฐานะค่อนข้างดี แต่เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห้งแล้ว และเกษตรกรไม่คุ้นเคยกับวิธีการบำรุงรักษาจึงทำให้การปลูกยางในโครงการนี้ไม่ได้รับความสำเร็จเท่าที่ควร กล่าวคือ จากสวนยางทั้งหมดจำนวน 75 ราย มีประมาณ 60 ราย หรือร้อยละ 80 ที่ยังเหลืออยู่แต่ต้นยางขาดความอุดมสมบูรณ์ ขนาดลำต้นต่ำกว่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ จำนวนต้นยางมีเหลืออยู่น้อยหรือประมาณร้อยละ 60 เมื่อแรกปลูก เพราะไม่มีการปลูกซ่อมตามกำหนดเวลา สาเหตุของปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การขาดความเอาใจใส่ปล่อยให้สวนยางมีหญ้าขึ้นรกมาก ไม่มีการล้อมรั้วป้องกันทำให้วัวควายเข้าไปในสวนเหยียบย่ำทำลายต้องตายเป็นจำนวนมาก ทำให้การใช้ที่ดินไม่คุ้มค่า เกษตรกรที่ตั้งใจจะปลูกยางจึงควรได้รับการสร้างจิตสำนึกให้มากพอ ให้มีความเอาใจใส่ในการบำรุงรักษามากกว่าที่เป็นมา โดยเฉพาะการซ่อมต้นยาง การล้อมรั้วสวนยางป้องกันวัวควาย และที่สำคัญการที่จะต้องคอยกำจัดวัชพืชให้สวนยางสะอาด และคลุมโคนเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของดินด้วย

12. พยากรณ์พื้นที่และผลผลิตยางปลูกใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Estimation of Vintage and normal production
       สุธี  อินทรสกุล,  สมเกียรติ  ทองรักษ์,  เสมอ  สมนาค,ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา/กลุ่มเศรษฐกิจการยาง  และสถาบันวิจัยยาง

บทคัดย่อ
       การประเมินผลผลิตยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นข้อมูลช่วยให้การวางแผนส่งเสริมด้านการตลาดเพื่อรองรับผลผลิตดังกล่าวเป็นไปอย่างสอดคล้อง และเหมาะสม ช่วยลดปัญหาและอุปสรรคให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และเป็นข้อมูลแก่ผู้ลงทุนทั้งด้านอุตสาหกรรมแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง และร้านค้ายางได้ ผลการศึกษาโดยใช้ข้อมูลพื้นที่ปลูกยางจากทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถประเมินผลผลิตยางขั้นต้นใน พ.ศ. 2539 ได้ไม่ต่ำกว่า 4400 ตัน อย่างไรก็ตาม ควรมีการสำรวจสำมะโนประชากรเพื่อทราบพื้นที่ปลูกยางพาราที่แท้จริงไม่ใช้พื้นที่ตามเป้าหมาย รวมทั้งยางพาราที่เข้าตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อความถูกต้องในการวิเคราะห์ผลผลิตที่แท้จริงต่อไป

13. ศึกษาแหล่งที่มาและการใช้สินเชื่อของชาวสวนยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Study on Source and Use of Credit of Rubber Small holders in the North-East
       สุธี  อินทรสกุล,  เพื่อม  วุ่นซิ้ว,  สมเกียรติ  ทองรักษ์,  เสมอ  สมนาค,  กำพล  มะลิสุวรรณ,  บดีนพวงศ์ ณ อยุธยา,  ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา/กลุ่มเศรษฐกิจการยาง  และสถาบันวิจัยยาง

บทคัดย่อ
       การศึกษาแหล่งที่มาและการใช้สินเชื่อของชาวสวนยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นงานวิจัยที่ดำเนินการต่อเนื่องจากการศึกษาภาวะเศรษฐกิจสังคม ของชาวสวนยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เคยดำเนินการมาแล้วใน พ.ศ. 2534 เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการวางนโยบายของรัฐ สำหรับสนับสนุนภาคเกษตรกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจส่วนภูมิภาคอินโดจีน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนด้านเกษตรอุตสาหกรรมแบบใหม่อย่างครบวงจร การพัฒนาการให้สินเชื่อ ตลอดจนการพัฒนาแรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผลการศึกษาในเรื่องนี้นอกจากจะทราบความต้องการและความสามารถในการชำระคืนหนี้สินของชาวสวนยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในระหว่างรอผลผลิตจากยางพาราแล้ว ในอนาคตเมื่อสวนยางเปิดกรีดแล้ว จะได้มีการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบความต้องการใช้สินเชื่อของเกษตรกรอีกครั้ง เพื่อแสดงถึงภาวะเศรษฐกิจสังคมของชาวสวนยางที่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะการดำรงชีพที่ดีขึ้นต่อไป

14. สำรวจการใช้เทคโนโลยีการกรีดยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง)
Survey Tapping Technology on Rubber in Lower Northeast
       อนุสรณ์  แรมลี,  เกษตร  แนบสนิท,  กลุ่มวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจยาง/ศูนย์วิจัยยางหนองคาย  และสถาบันวิจัยยาง

บทคัดย่อ
       สำรวจการใช้เทคโนโลยีการกรีดยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบการใช้เทคโนโลยีการกรีดยางของเกษตรกร ดำเนินการในปี 2545 ครอบคลุม 9 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศีรษะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และมหาสารคาม สำรวจโดยวิธีสุ่มแลือกแบบหลายขั้นตอน มีแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประมวลผลโดยวิธีทางสถิติ คำนวณค่าร้อยละ ค่าความถี่ จากการประเมินการใช้เทคโนโลยีการกรีดยาง พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 81.5, มีจำนวนแรงงานที่ปฏิบัติงานในสวนยาง 1-2 คน ร้อยละ 72.5, ไม่มีพื้นที่สวนยางอ่อนร้อยละ 62.9, มีขนาดแปลงยางเปิดกรีด 1-10 ไร่ ร้อยละ 47.2, ปลูกยางพันธุ์ RRIM 600 ร้อยละ 100, ระยะปลูก 2.5x7 เมตร ร้อยละ 90.0, เปิดกรีดยางเมื่ออายุ 8 ปี ร้อยละ 50.0, เปิดกรีดครั้งแรกต้นยางได้ขนาดเปิดกรีด (เส้นรอบลำต้น 50 ซม. ที่ระดับเหนือพื้นดิน 150 ซม.) ร้อยละ 47.8, มีจำนวนต้นยางที่เปิดกรีดมากกว่า 70 ต้นใน 100 ต้น ร้อยละ 81.5, ความสูงของการเปิดกรีดครั้งแรกที่ระดับ 150 ซม. เหนือพื้นดิน ร้อยละ 91.6, กรีดระบบครึ่งลำต้น 2 วันเว้นวัน (1/2 S.2d/3) ร้อยละ 42.7, กรีดยางในเวลา 02.00น. ร้อยละ 50.3, กรีดหนามากกว่า 2.5 มม. ร้อยละ 86.5, มุมของการกรีดยาง 30-35 อาศา ร้อยละ87.1, ระยะเวลาที่ใช้ในการกรีดยาง 2-4 ชั่วโมง ร้อยละ 84.3, มีจำนวนวันกรีดต่อปี100-110 วัน ร้อยละ 36.5, ไม่มีจำนวนวันกรีดสายและไม่กรีดชดเชย ร้อยละ 52.2 และ 53.4 ตามลำดับ มีจำนวนวันหยุดกรีดเพื่อทำนา ร้อยละ 87.6, แรงงานในการกรีดยาง 2 คน ร้อยละ 68.5, กรีดยางด้วยตัวเกษตรกรเอง ร้อยละ 82.0, เริ่มเปิดกรีดยางเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ร้อยละ 89.9, หยุดกรีดหน้ายางเดือนมกราคม ร้อยละ 83.0, ความสิ้นเปลืองเปลือก 10-20 ซม. ร้อยละ 73.0, ได้รับการอบรมหลักสูตรการกรีดยางร้อยละ 94.4, มีประสบการณ์ในการกรีดยาง 3-5 ปี ร้อยละ 53.4, รอยแผลต่อปีเนื่องจากการกรีดบาดเข้าไปในเนื้อไม้ 1-2 แผล ร้อยละ 82.6, การเจริญเติบโตของเส้นรอบลำต้นที่ระดับ 170 ซม. เหนือพื้นดิน สูงกว่า 50 ซม. ร้อยละ 72.5 และต้นยางมีอาการเปลือกแห้งมากกว่า 0-1 ต้นต่อไร่ ร้อยละ 77.5

15. สำรวจการใช้เทคโนโลยีการกรีดยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน)
Survey Tapping Technology on Rubber in Upper Northeast
       อนุสรณ์  แรมลี,  เกษตร  แนบสนิท,  กลุ่มวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจยาง/ศูนย์วิจัยยางหนองคาย  และสถาบันวิจัยยาง

บทคัดย่อ
       สำรวจการใช้เทคโนโลยีการกรีดยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบการใช้เทคโนโลยีการกรีดยางของเกษตรกร ดำเนินการในปี 2544 ครอบคลุม 10 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้แก่ หนองคาย เลย อุดรธานี นครพนม มุกดาหาร สกลนคร หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และชัยภูมิ พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 79.68 มีจำนวนแรงงานที่ปฏิบัติงานในสวนยาง 1-2 คน ร้อยละ 65.17 มีขนาดแปลงยางเปิดกรีด 11-20 ไร่ ร้อยละ 52.51 ปลูกยางพันธุ์ RRIM600 ร้อยละ 99.74 เริ่มเปิดกรีดยางเมื่ออายุ 7-8 ปี ร้อยละ 96.40 เปิดกรีดครั้งแรกมีต้นยางได้ขนาด(เส้นรอบลำต้น 50 ซม. ที่ระดับเหนือพื้นดิน 150 ซม.)ร้อยละ 39.58 กรีดหนาตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยาง ร้อยละ 16.89 มุมของการกรีดตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยาง (30-50 องศา) ร้อยละ 90.50 ระยะเวลาที่ใช้กรีด 2-4 ชั่วโมง ร้อยละ 59.89 จำนวนวันกรีดต่อปี100-110 วัน ร้อยละ 39.89 เริ่มเปิดรีดเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ร้อยละ 83.64  หยุดกรีดหน้ายางเดือนมกราคม ร้อยละ 78.89 ได้รับการอบรมหลักสูตรการกรีดยางร้อยละ 91.56 มีประสบการณ์ในการกรีดยาง 1-3 ปี ร้อยละ 39.58


ข้อมูลเกี่ยวกับยางพารา

ประวัติ
โครงสร้างเปลือกและน้ำยาง
การเตรียมพื้นที่
การปลูกยางพารา
การบำรุงรักษา
โรคและศรัตรูยางพารา
การปฏิบัติระยะให้ผลผลิต
การแปรรูปผลผลิต
แหล่งที่มา : สถาบันวิจัยยาง,  กรมวิชาการเกษตร
ผู้ดำเนินงานวิจัย คณะเกษตรศาสตร์ และคณะบริหารศาสตร์
                          มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
หน่วยงานสนับสนุนงบประมาณ 
       สำนักงบประมาณแผ่นดิน  ผ่านกองส่งเสริมงานวิจัย
       มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการปลูกยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ:
กรณีศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี
Decision support system for rubber plantation in the Northeast Thailand:
UbonRachathani case study
Web Page Maker, create your own web pages.
หน้าแรก
เกี่ยวกับโครงการ
ผลการศึกษา
ข้อมูลเชิงวิชาการ
ภาพรวมยางพารา
สภาพภูมิอากาศ จ.อุบล
ลักษณะดิน จ.อุบล
หน่วยงานที่เกี่ยวกับยางพารา