6.5 การวิเคราะห์ระบบการทำฟาร์มแบบวนเกษตรที่มียางพาราเป็นพืชหลัก:

กรณีศึกษาแปลงยางพาราในจังหวัดอุบลราชธานี [1]

Whole-farm rubber based agro-forestry analysis: A case study of a rubber farm at UbonRatchathani province

ผศ.สุรจิต ภูภักดิ์ และ รศ.ดร.สุวัฒน์ ธีระพงษ์ธนากร [2]

…………………………………….

บทคัดย่อ

                ยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เชื่อว่ามีศักยภาพทั้งด้านผลตอบแทนต่อเกษตรกรและต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามการปลูกยางมีการลงทุนสูง ผลตอบแทนต้องรออย่างน้อย 7 ปี องค์ความรู้ในการผลิตในพื้นที่แห้งแล้งเช่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องนำผลงานวิจัยซึ่งส่วนใหญ่มาจากการทดสอบในพื้นที่ปลูกทางภาคใต้และภาคตะวันออก ที่มีสภาพแวดล้อมในการผลิตแตกต่างกันมาก ดังนั้นเกษตรกรที่จะปลูกยางจึงอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการลงทุน  การวิเคราะห์ระบบฟาร์มทั้งระบบจากข้อมูลฟาร์มเกษตรกรที่ปลูกยางมาแล้วในพื้นที่ จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจในการปลูกยางของเกษตรกรรายใหม่ และเป็นคำแนะนำแก่เกษตรกรรายเดิม ให้สามารถปรับรูปแบบการผลิตให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบให้สูงขึ้น

จากการวิเคราะห์ฟาร์มเกษตรกรตัวอย่างในอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ปลูกยาง 13 ไร่ ดินชุดโคราช ปริมาณฝนเฉลี่ยต่อปีระหว่าง 1,300-1,500 มิลลิเมตร มีช่วงการตกของฝนประมาณ 9 เดือน พบว่าเกษตรกรเริ่มกรีดยางในปีที่ 9 แทนที่จะเป็นปีที่ 7 เนื่องจากยางมีการเจริญเติบโตช้า ในปีที่ 17  มีขนาดเส้นรอบวงของลำต้นเฉลี่ย 70 เซนติเมตร ผลตอบแทนในรูปรายได้สุทธิในปีที่ 11 จากนั้นรายได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเนื่องจากราคายางพาราที่เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรมีรายได้สุทธิในปี 2548 ประมาณ 132,000 บาทจากพื้นที่ปลูกยาง 13 ไร่ เมื่อวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR: Internal rate of return) ของยางพาราคำนวณจากข้อมูลแรงงานในครอบครัวในรูปเงินสด พบว่าให้ผลตอบแทนร้อยละ 13.5 และเมื่อคำนวณกรณีเกษตรกรใช้แรงงานในครอบครัวจะให้ผลตอบแทนร้อยละ 26.8 อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์ฟาร์มทั้งระบบที่มีรูปแบบการผลิตแบบฟาร์มผสมผสาน พบว่าในช่วงปีที่ 1-9 ซึ่งยางพารายังไม่ให้ผลผลิต เกษตรกรมีรายได้สุทธิประมาณปีละ 14,000-39,000 บาท (เฉลี่ย 1,555-4,333 บาทต่อไร่) แทนที่จะติดลบจากการลงทุนปลูกยาง ประมาณปีละ 25,000 – 6,800 บาท ดังนั้นการปลูกยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรกระทำในลักษณะผสมผสานกับกิจกรรมอื่นที่สามารถเกื้อกูลกัน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ ช่วงที่ยางพารายังไม่ให้ผลผลิต

Abstract

Whole farm analysis of a small-scale rubber based agro-forestry farm in the NE Thailand has revealed the constraints of rubber production in the fragile production environment of the NE. The study test 4 scenarios from combination of single crop of rubber farm and integrated rubber based farm with use or non-use of family labour. The study shown that rubber in the NE grows slower than in the South. Tapping starts late at year 9, instead of year 7, because of the slow growth rate. Rubber production in 2548 production, when rubber was 16 year of growing, was 245 kg/rai. Negative cash flow found in both hired and un-hired labour  farms during rubber establishment years but if the farmer integrates rubber with other activities on the farm e.g. rice, intercrop of cash crop in the rubber rows in the first few years of rubber establishment, and livestock, such that will improve the cash flow situation of the farm. Internal Rate of Return (IRR) of the hired labour rubber farm was 13.5% while the un-hired labour was 26.8%. About 85% of 650 mandays per year of family labour used on farm was used for rubber tapping. 2 mandays of family labour, in case no hiring labour, may operate rubber production area not lager than 15 rai.

คำนำ

ระบบการผลิตทางการเกษตรของไทยหรือประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ หลังยุคปฏิวัติเขียว (green revolution) คือราว พ.ศ. 2504 เป็นต้นมา ได้มีการปรับเปลี่ยนจากการเกษตรดั้งเดิมที่อาศัยป่าไม้และปลูกพืชเพื่อการยังชีพ (self sufficiency) มาเป็นการผลิตเพื่อขาย (market oriented) เป็นหลัก ซึ่งมีลักษณะเป็นพืชเชิงเดี่ยว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงรูปแบบระบบการเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยว กลับไปเป็นระบบฟาร์มผสมผสาน ที่ยึดหลักเกษตรพอเพียง หรือเกษตรยั่งยืน ได้เริ่มมีมากขึ้นหลังจากประเทศไทยประสบกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ เมื่อทศวรรษที่ผ่านมา และตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย อย่างไรก็ตามระบบเกษตรแบบผสมผสานในประเทศกำลังพัฒนา มีความซับซ้อนกว่าการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวมาก ทั้งนี้เนื่องจากระบบมีการเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจครัวเรือนกับการลงทุนในฟาร์มอย่างแยกไม่ออก นอกจากนั้นภายในระบบเองก็มีหลากหลายกิจกรรมทั้งพืชและสัตว์ วงจรการผลิตมีทั้งระยะสั้นและระยะยาวถึงกว่าสิบปี การผสมผสานในระบบการผลิตก็มีการแก่งแย่งและเกื้อกูลกันของกิจกรรม ดังนั้นถ้าจะพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพ จะต้องมีการวิเคราะห์และวางแผนเป็นอย่างดี จึงจะทำให้ระบบการผลิตมีประสิทธิภาพ (performance) สูงสุดตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การปลูกที่ผ่านมายังไม่ครบวงจรการผลิต ในช่วงสองปีที่ผ่านมาพื้นที่ปลูกมีการเพิ่มแบบก้าวกระโดด เนื่องจากปัจจัยด้านราคายางในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 150 และจากการสนับสนุนตามนโยบายของรัฐ อย่างไรก็ตามยางพาราเป็นพืชอายุยาวมีวงจรการผลิตหลายปี และมีการลงทุนการผลิตสูงเมื่อเทียบกับพืชเดิมในพื้นที่คือข้าว ปอ และมันสำปะหลัง ดังนั้นในการแนะนำส่งเสริมเกษตรกร จำเป็นต้องมีข้อมูลที่มากพอทั้งในเรื่องการผลิต ผลตอบแทนและการตลาด เพื่อลดความเสี่ยง และเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการปลูกยางของเกษตรกร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสภาพแวดล้อมในการผลิตแตกต่างจากพื้นที่ผลิตทางภาคใต้เป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องความอุดมสมบรูณ์ของดิน ปริมาณและการกระจายตัวของฝน ความชื้นในอากาศ นอกจากนั้นยางพารายังเป็นพืชใหม่ของพื้นที่ที่เกษตรกรไม่คุ้นเคย งานวิจัยที่เป็นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการผลิตยางพาราในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีไม่มากพอ ความรู้ที่จำเป็นหลายอย่างเกษตรกรต้องเรียนรู้เองในขณะที่ปลูก จึงทำให้หลายรายประสบกับความล้มเหลว ดังนั้นงานวิจัยเชิงระบบเพื่อวิเคราะห์การลงทุนและผลตอบแทนระยะยาว ในช่วงที่รอผลการวิจัยที่กำลังดำเนินการ จะทำให้เกษตรกรมองเห็นจุดอ่อน และข้อควรปฏิบัติ เมื่อจะตัดสินใจปลูกยางพารา จะทำให้เกษตรกรลดความเสี่ยงในการปลูกยางลงได้

การวิเคราะห์ฟาร์มทั้งระบบ (whole-farm analysis) เป็นศาสตร์หนึ่งในสาขาระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (decision support system) ที่มีการพัฒนาและปรับใช้ในการวางแผนการจัดการทรัพยากรในระดับฟาร์ม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลการวิเคราะห์จะช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจปรับเปลี่ยนกิจกรรมภายในฟาร์ม การวิเคราะห์ฟาร์มทั้งระบบยังสามารถใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบเพื่อการพัฒนาระบบให้เกิดความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในระดับครัวเรือนเกษตรกร งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาวิธีการวิเคราะห์ระบบฟาร์มทั้งระบบมาใช้ในการวิเคราะห์ระบบฟาร์มผสมผสานแบบวนเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มียางพาราเป็นองค์ประกอบสำคัญ

วัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ระบบฟาร์มทั้งระบบของเกษตรกรรายย่อยที่มียางพาราเป็นพืชหลัก ตลอดจนลักษณะทางกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจและสังคม ที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตภายในฟาร์มเกษตรกร

พื้นที่ศึกษา ฟาร์มตัวอย่างคือฟาร์มนายบัญชา บุญยัง อายุ 42 ปี อยู่ที่บ้านคำสมบรูณ์ ต.โพนงาม อ.เดชอุดม จ. อุบลราชธานี พื้นที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 130 เมตร ห่างจาก อ. เดชอุดมไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร เกษตรกรมีสมาชิกในครอบครัว 4 คน มีบุตรกำลังศึกษาระดับมัธยมศึกษา 1 คน และระดับอุดมศึกษา 1 คน แรงงานในครอบครัว 2 คน คือเกษตรกรเองและภรรยา พื้นที่ฟาร์ม 42 ไร่ ใช้ปลูกยางพารา 2 แปลง แปลงแรกปลูกยางเมื่อปี พ.ศ. 2532 พื้นที่ 13 ไร่ แปลงที่ 2 ปลูกยางเมื่อปี 2548 อายุยาง 1 ปี พื้นที่ 10 ไร่ พื้นที่ทำนา 10 ไร่ แบ่งเป็นนาลุ่มและนาดอนอย่างละ 5 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือเป็นที่อยู่อาศัยและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย จำแนกอยู่ในชุดดินโคราช กรมพัฒนาที่ดินจำแนกว่ามีความเหมาะสมปานกลางในการปลูกยางพารา (DLD, 2549) ระดับน้ำใต้ดินเมื่อวัดจากบ่อน้ำตื้นพบว่า ระดับน้ำช่วงฤดูฝนอยู่ที่ความลึกประมาณ 4 เมตร ส่วนช่วงฤดูร้อนอยู่ที่ระดับความลึกประมาณ 8 เมตร สำหรับแปลงยางที่ใช้วิเคราะห์ผลตอบแทนในครั้งนี้เป็นแปลงปลูกยางปี 2532 ปลูกยางพันธุ์ RRIM600 ใช้ระยะปลูก 2.5 * 8 เมตร จำนวนต้นทั้งหมด 900 ต้น เฉลี่ย 67 ต้นต่อไร่

วิธีการศึกษาและข้อมูลที่ใช้

การเก็บข้อมูล

·       ข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนของกิจกรรมต่างๆ ในระบบการผลิตของเกษตรกรในช่วง 17 ปีของการดำเนินการ

·       ข้อมูลการเจริญเติบโต คือ ขนาดเส้นรอบวงของต้นยางพาราที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร ความสูงถึงปลายยอด และขนาดทรงพุ่ม

·       ข้อมูลการกรีดยาง พร้อมผลผลิตและราคาขายย้อนหลัง 2 ปี (2548-2549) ได้จากการบันทึกของเกษตรกร และจากสถิติการขายยางของเกษตรกร ณ สหกรณ์รับซื้อยางอำเภอเดชอุดม จากนั้นใช้วิธีประมาณการผลผลิตสำหรับปีการผลิตที่ไม่มีการบันทึกโดยการสอบถามเกษตรกร

·       ข้อมูลดิน ได้ทำการเก็บข้อมูลดินเพื่อการวิเคราะห์ในพื้นที่ปลูกยางพาราและนอกพื้นที่ที่อยู่บริเวณเดียวกัน ที่ระดับความลึก 0-30 และ 30-60 ซม.

·       ข้อมูลภูมิอากาศ ย้อนหลัง 15 ปี เช่นข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความยาวนานของแสงในรอบวัน ที่สถานีเก็บใกล้เคียง ส่วนปริมาณน้ำฝน ใช้ข้อมูลจากสถานีเก็บปริมาณน้ำฝนนิคมสร้างตนเองอำเภอเดชอุดม ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่ศึกษาประมาณ 3 กิโลเมตร

การวิเคราะห์ข้อมูล

·       วิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การผลิตของเกษตรกรในรอบ 17 ปีพร้อมการใช้แรงงานจากยางพาราและกิจกรรมการผลิตทั้งระบบ

·       วิเคราะห์ลักษณะสภาพภูมิอากาศย้อนหลัง 15 ปี (2527-2541)  เช่น อุณหภูมิ ช่วงกลางวัน (day light), อัตราการคายระเหยน้ำของพืช (evapotranspiration, ETo), และความเข้มแสงสุทธิ (net radiation) จากสูตรตามเอกสารของ Allen et. al (1989) ค่า ETo คำนวณ โดยวิธี Penman-Monteith ส่วนข้อมูล ปริมาณฝน วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย 15 ปีพร้อมค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

·       วิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีดิน ความเป็นกรดด่าง (soil pH) และค่าการนำไฟฟ้า (electrical conductivity) ใช้อัตราส่วนดินต่อน้ำ 1:5 วัดค่าด้วย pH meter และ EC meter อินทรียวัตถุ (organic matter) ใช้วิธี Walkly and Black (1965) ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (available P) ใช้วิธี Bray II วิเคราะห์ด้วย spectrophotometer ปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ (exchangeable K) สกัดด้วย 1M NH4OAc pH7 วัดด้วย Flame Photometer

·       การซ้อนทับข้อมูลชุดดิน และความสูงของพื้นที่ ในระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) ที่รวบรวมโดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

·       จำลองและวิเคราะห์ระบบฟาร์มทั้งระบบโดยใช้โปรแกรมตารางคำนวณ (spreadsheet) เปรียบเทียบระหว่างระบบการปลูกยางกิจกรรมเดียวและของกิจกรรมฟาร์มทั้งระบบ เนื่องจากเกษตรกรใช้แรงงานของตนเอง จึงแยกวิเคราะห์ ใน 2 กรณีคือ กรณีที่เกษตรกรใช้แรงงานตนเอง และคิดการใช้แรงงานในรูปเงินสด ส่วนผลตอบแทนจากการปลูกยางพาราวิเคราะห์จากค่าอัตราผลตอบการลงทุน (IRR: Internal Rate of Return) และสภาพเงินหมุนเวียนของฟาร์ม (Net cash flow) จากรายได้สุทธิของฟาร์มในแต่ละปี

ผลการศึกษา

ภูมิอากาศ และปริมาณฝน  ปริมาณฝนเฉลี่ย 15 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2527-2541 (ช่วงปลูกยาง) ที่สถานีวัดน้ำฝนนิคมสร้างตนเองอำเภอเดชอุดม ซึ่งห่างจากพื้นที่ประมาณ 3 กิโลเมตร 1,523 มิลลิเมตร (Figure 1) มีช่วงเดือนที่ฝนตก 9 เดือนคือจากเดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม ความแปรปรวนของฝนแต่ละเดือน ซึ่งวัดจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สูงถึงประมาณ 40-100 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูฝน (มีนาคม-เมษายน) และปลายฤดูฝน (ตุลาคม-พฤศจิกายน) อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยอยู่ในช่วงเดือนเมษายน ประมาณ 38 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ในช่วงเดือน ธันวาคม ประมาณ 18 องศาเซลเซียส (Figure 2a) ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศสูงสุดอยู่ในช่วงเดือนที่มีปริมาณฝนตกชุกที่สุดคือเดือนสิงหาคมและกันยายน ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ และต่ำสุดอยู่ในช่วงฤดูร้อนอยู่ที่ ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ (Figure 2b) ส่วนความยาวนานของแสงพบช่วงแสงสั้นที่สุดประมาณ 8-9 ชั่วโมงต่อวัน ระหว่างเดือนธันวาคมและมกราคม และต่ำสุดในช่วง ที่มีฝนตกชุกคือช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน (Figure 2c) ช่วงกลางวัน ยาวสุดราวช่วงเดือนพฤษภาคม คือ ประมาณ 12.8 ชั่วโมง และสั้นสุดราวๆ เดือนธันวาคมประมาณ 11.2 ชั่วโมง (Figure 2d) พลังงานแสงสุทธิสูงสุดในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณอัตราการคายระเหย และต่ำสุดในช่วงที่ท้องฟ้าครอบคลุมด้วยเมฆฝน (Figure 2e) สำหรับอัตราการคายระเหยมีค่าสูงกว่าปริมาณน้ำฝน ซึ่งอาจแสดงถึงสัปดาห์เริ่มต้นของฤดูฝน คือสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม สิ้นสุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม

ความอุดมสมบรูณ์ของดิน ปริมาณอินทรียวัตถุ ไนโตรเจนทั้งหมด และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้พบมีปริมาณใกล้เคียงกันทั้งในและนอกแปลงปลูกยาง ส่วนความเป็นกรดด่างของดิน ค่าการนำไฟฟ้าและปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินแปลงที่ปลูกยางพารามีค่าสูงกว่านอกแปลงร้อยละ 45-55 สำหรับปริมาณธาตุอาหารที่ระดับความลึก 30-60 ซม. พบว่าทั้งดินในแปลงที่ปลูกยางพาราและนอกแปลงมีปริมาณธาตุอาหารทุกตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน แต่พบแนวโน้มว่าค่าการนำไฟฟ้าและโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยน

Figure 1. Monthly average amount of rainfall during year 1984-1998 at DatUdom self-development community village

                                                                                                    (a)                                                                                                                                      (b)

     

                                                                                                     (c)                                                                                                                               (d)

 

                                                                                                  (e)                                                                                                                                     (f)

        

Figure 2. Average 15 year-daily weather data (1984-1998) at Ubon Ratchathani meteorology station; Temperature (a), Air relative moisture (b), Sunshine duration (c), Day light (d), Evapotranspiration (ETo) and Net radiation (e)

ได้ ในแปลงที่ปลูกยางพารามีปริมาณสูงกว่านอกแปลง 2.5-3 เท่า ส่วนปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์สูงกว่าร้อยละ 25 ผลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าแปลงที่ปลูกยางพารายังคงความอุดมสมบูรณ์ของดินได้ดีกว่านอกแปลง โดยเฉพาะค่าความเป็นกรดด่างของดินที่ 6.8 และ 5.4 จัดว่าอยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารที่มีต่อพืช ทั้งนี้อาจมีเหตุผล 2 ประการคือประการแรกสภาพพื้นที่ดินแปลงปลูกยางได้รับธาตุอาหารโดยตรงตามวิธีการจัดการของเกษตรในรอบปี ประการที่สองพื้นที่ปลูกยางได้รับธาตุอาหารจากการร่วงของใบยางและเศษซากพืชบริเวณทรงพุ่มต้นยาง จึงทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินและความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในแปลงยางพารามีการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

ตารางที่ 1  สมบัติทางเคมีดินที่ระดับความลึก 0-30 และ 30-60 ซม พื้นที่ปลูกยางพารา และนอกแปลงปลูกยางพารา นายบัญชา บุญยัง บ.อุดมพัฒนา ต.โพนงาม อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

พื้นที่

ระดับ

ตัว

pH1/

EC2/

OM3/

Total N4/

Avail. P5/

Exch. K6/

 

(ซม.)

อย่าง

 

(µScm-1)

(%)

(%)

(ppm)

(ppm)

ในแปลง

0-30

1

6.78

15.00

0.723

0.047

11.839

33.800

 

 

2

5.98

16.50

0.768

0.050

11.163

33.088

 

 

เฉลี่ย

6.38

15.80

0.746

0.048

11.501

33.444

 

30-60

1

5.52

6.80

0.190

0.012

2.202

28.783

 

 

2

5.30

7.20

0.189

0.012

1.476

27.765

 

 

เฉลี่ย

5.41

7.00

0.189

0.012

1.839

27.774

นอกแปลง

0-30

1

5.28

12.00

0.726

0.047

7.756

36.277

 

 

2

5.28

8.20

0.810

0.053

7.929

35.207

 

 

เฉลี่ย

5.28

10.10

0.768

0.050

7.843

35.742

 

30-60

1

5.24

2.00

0.169

0.011

1.376

10.405

 

 

2

5.25

2.70

0.157

0.010

1.346

9.501

 

 

เฉลี่ย

5.25

2.35

0.162

0.011

1.361

9.953

หมายเหตุ

1/ ความเป็นกรดด่าง (soil pH) ใช้อัตราส่วนดินต่อน้ำ 1:5 วัดค่าด้วย pH meter

2/ ค่าการนำไฟฟ้า (electrical conductivity) ใช้อัตราส่วนดินต่อน้ำ 1:5 วัดค่าด้วย EC meter

3/ อินทรียวัตถุ (organic matter) ใช้วิธี Walkly and Black (1965)

4/ ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด (Total N) ใช้วิธี Kjeldahl

5/ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (available P) ใช้วิธี Bray II วิเคราะห์ด้วย spectrophotometer

6/ ปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ (exchangeable K) สกัดด้วย 1M NH4OAc pH7 วัดด้วย Flame Photometer

การเจริญเติบโต   โดยทั่วไปพบว่ายางพาราที่ปลูกในภาคอีสานส่วนใหญ่มีการเจริญเติบโตช้า ซึ่งปัจจัยหลักคือความอุดมสมบรูณ์และความชื้นของดิน ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะร่วนปนทรายและมีความอุดมสมบรูณ์ต่ำ ตลอดจนมีลักษณะไม่อุ้มน้ำเนื่องจากดินขาดอินทรียวัตถุ  แม้ว่าปริมาณฝนเฉลี่ยต่อปี สูงกว่า 1,500 มม. และจำนวนเดือนที่ฝนตกในแต่ละปีจะเกินกว่า 6 เดือนก็ตาม ช่วงการปลูกจนกระทั่งให้ผลผลิต เกษตรกรต้องรอจนกระทั่งต้นยางอายุ 9-10 ปีจึงสามารถกรีดได้ ซึ่งเป็นการรอให้ ขนาดเส้นรอบวงของลำต้นมีขนาด 45-50 เซนติเมตรตามคำแนะนำ ซึ่งลักษณะดังกล่าวพบในพื้นที่ปลูกทั่วไปในเขตพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี จากการวัดการเจริญเติบโตของยางในแปลงนายบัญชา บุญยัง จากจำนวนตัวอย่าง 15 ต้น พบว่า มีเส้นรอบวงของลำต้นเฉลี่ย 0.7 เมตร ความสูง 17.4 เมตร และขนาดรัศมีทรงพุ่ม 7 เมตร (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2 ขนาดเส้นรอบวงลำต้น, ความสูง และรัศมีทรงพุ่มของยางพาราเมื่อมีอายุ 17 ปี ของแปลงนายบัญชา บุญยัง

ต้นที่

เส้นรอบวง (เมตร)

ความสูง (เมตร)

รัศมีทรงพุ่ม (เมตร)

1

0.7

20.0

10.0

2

0.7

17.4

7.7

3

0.7

19.6

8.9

4

0.7

19.0

7.1

5

0.6

17.5

7.2

6

0.6

15.5

4.6

7

0.7

18.8

6.1

8

0.6

17.0

6.3

9

0.6

17.5

7.1

10

0.6

17.1

7.1

11

0.7

16.5

6.5

12

0.7

17.4

6.8

13

0.5

15.1

6.0

14

0.7

16.4

6.6

15

0.7

15.3

6.6

AVG

0.7

17.4

7.0

STD

0.06

1.50

1.25

วิเคราะห์การลงทุนและผลตอบแทน  ยางพาราเป็นพืชอายุยาว (Perennial crop) มีการลงทุนสูง เมื่อเปรียบเทียบกับพืชเดิมในพื้นที่ที่ยางพาราสามารถปลูกทดแทนได้ เช่น มันสำปะหลัง ปอ ข้าวนาดอน ยูคาลิปตัส และอ้อย ผลตอบแทนต้องรอหลายปีจนกว่ายางพาราเจริญเติบโตได้ขนาดเหมาะสมที่สามารถกรีดได้ คือมีขนาดเส้นรอบวงของลำต้นที่ความสูง 1.5 เมตรประมาณ 45-50 เซนติเมตร ในกรณีฟาร์มนายบัญชา บุญยัง ต้องใช้เวลาถึงปีที่ 9 หลังการปลูก จาก Figure 3 แสดงการลงทุนการปลูกยางโดยคิดเป็นเงินสด โดยรวมค่าแรงงานที่ใช้ในฟาร์ม ในพื้นที่ปลูกยางพารา 13 ไร่ การปลูกยางมีการลงทุนสูงในปีแรก ซึ่งเป็นต้นทุนในการปลูก ทำรั้วและแนวกันไฟ และในปีที่เริ่มกรีดต้องลงทุนค่าโรงเรือนและอุปกรณ์การกรีดยางและค่าแรงในการกรีด ทำให้ต้นทุนการผลิตและการจัดการพุ่งสูงขึ้นประมาณ ร้อยละ 500 หลังเปิดกรีด ซึ่งต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าแรงงานในการกรีดยาง ต้นทุนได้เพิ่มสูงขึ้นอีกราวๆ ร้อยละ 20 ในปี พ.ศ. 2546 เมื่อค่าแรงเพิ่มจากวันละ 100 เป็น 120 บาท รายละเอียดการลงทุนแสดงในภาคผนวกที่ 2

Figure 3. The yearly (2532-2548) investment costs of 13 rai rubber production of the case study farm

ผลตอบแทนจากการลงทุนกรณีที่เกษตรกรมีการจ้างแรงงานทั้งหมดในการดำเนินการพบว่า ยางพาราเริ่มให้กำไรในปีที่ 11 (2543) หลังการปลูก แม้เริ่มกรีดในช่วงปลายปีที่ 9 (ตุลาคม 2540) ก็ตาม (Figure 4) หลังจากนั้น รายได้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆในช่วงปีที่ 1-3 ของการกรีดเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำยางและจำนวนต้นที่ได้ขนาดที่จะเปิดกรีดได้ ส่วนการที่รายได้ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2546-2548 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาขายยางแผ่นดิบของนายบัญชา จาก 29 บาทในปี 2545 เป็น 40, 47, และ 58 บาท ในปี 2546, 2547, และ 2548 ตามลำดับ แต่เมื่อวิเคราะห์ฟาร์มผสมผสานทั้งระบบ (Whole farm) ที่มียางพาราเป็นพืชหลักในพื้นที่ฟาร์มทั้งหมด 42 ไร่ พบว่าเกษตรกรมีรายได้ตั้งแต่ปีแรกของการลงทุน ใน

กรณีที่เกษตรกรใช้แรงงานในครอบครัวดำเนินการทั้งหมด (Figure 5) พบว่า การปลูกยางให้ผลตอบแทนเหนือต้นทุนในปีที่ 10 จำนวนเงินหมุนเวียนติดลบ ระหว่างปีที่ 1-9 หรือลดลงประมาณร้อยละ 50 เกษตรกรมีรายได้สุทธิต่อปีประมาณ 50,000 บาท ในปีที่ 11 (2542) แทนที่จะเป็นปีที่ 15 (2546) อย่างในกรณีมีการจ้างแรงงาน ในปี 2548 เกษตรกรปลูกยางที่ใช้แรงงานในครอบครัว มีรายได้มากกว่าที่มีการจ้างประมาณ 60,000 บาท ซึ่งกรณีฟาร์มนายบัญชา บุญยัง ใช้แรงงานในครอบครัว 2 คน เมื่อคิดผลตอบแทนต่อคนต่อปีจะประมาณ 30,000 บาท

 

Figure 4. Comparison of yearly net return on investment of rubber and integrated farm with rubber as the main crop incase all labors were hired

Figure 5. Comparison of yearly net return on investment of rubber and integrated farm with rubber as the main crop incase the farmer use his own family labors

ผลตอบแทนต่อไร่  เมื่อวิเคราะห์ผลตอบแทนต่อไร่กรณีเกษตรกรจ้างแรงงาน พบว่า เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อไร่จากการดำเนินกิจกรรมในระบบฟาร์มผสมผสานที่มียางพาราเป็นพืชหลักเฉลี่ยตลอดการลงทุน 17 ปี 4,400 บาทต่อไร่ต่อปี แต่ถ้าใช้แรงงานในครอบครัวจะมีรายได้เฉลี่ย 6,100 บาทต่อไร่ต่อปี Figure 6 -7 แสดงรายได้เฉลี่ยของฟาร์มทั้งสองรูปแบบคือ แบบมีการจ้างแรงงาน และแบบที่ใช้แรงงานของครอบครัว

Figure 6. Comparison of yearly net return per rai of rubber and integrated farms (hires labors)

Figure 7. Comparison of yearly net return per rai of rubber and integrated farms (family labors)

เมื่อพิจารณาข้อมูลผลผลิตที่มีการบันทึกที่สมบรูณ์ทั้งฤดูการผลิตในปี 2548 พบว่าผลผลิตยางแผ่นดิบที่ได้ เท่ากับ 3,184 กก. และผลผลิตเศษยาง 605 กก. หรือยางแผ่นดิบผลผลิตเฉลี่ย 245 กก.ต่อไร่ เมื่อคิดรวมทั้งเศษยางจะได้ผลผลิตเฉลี่ย 291 กก./ไร่ ผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (Internal rate of return: IRR) จากการปลูกยาง 17 ปี กรณีเกษตรกรมีการจ้างแรงงานดำเนินการเท่ากับร้อยละ 13.5 แต่ถ้าใช้แรงงานในครอบครัวจะมีผลตอบแทนหรือค่า IRR เท่ากับร้อยละ 26.8

การใช้แรงงาน เกษตรกรที่ปลูกยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย พื้นที่ปลูกไม่เกิน 10 ไร่ต่อครอบครัว และมีการใช้แรงงานในครอบครัวเป็นหลัก ดังนั้น ในการวิเคราะห์การใช้แรงงานในระบบฟาร์มจะช่วยให้เกษตรกรรายใหม่ที่ต้องการปลูกยาง หรือรายที่กำลังปลูกได้รู้ข้อมูลการใช้และผลตอบแทนต่อการใช้แรงงานของตนเอง จากการศึกษาการใช้แรงงานของครอบครัวนายบัญชา บุญยัง ซึ่งใช้แรงงานในครอบครัว 2 คน ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆในฟาร์มเป็นหลัก การจ้างแรงงาน มีเพียงการเก็บผลผลิตปอแก้วในปีที่ 1-4 ในช่วง 4 ปีแรก เกษตรกรมีการใช้แรงงานในครอบครัว ในกิจกรรมอื่นๆ สูงกว่ายางพารา ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในการปลูกพืชแซมยาง คือปอแก้วและการปลูกข้าว เพื่อบริโภคในครอบครัวและใช้เลี้ยงสัตว์ (Figure 8) เกษตรกรมีการใช้แรงงานลดลงในปีที่ 5 (2536) เนื่องจากพื้นที่ปลูกยางมีร่มเงาของทรงพุ่มที่เริ่มครอบคลุมพื้นที่ เกษตรกรจึงเลิกปลูกปอแก้วแซมยาง เกษตรกรมีการใช้แรงงาน ประมาณ 650 วันงานต่อปีหลังเริ่มกรีดยางคือปี 2541 เป็นต้นมา ประมาณร้อยละ 85 ของการใช้แรงงานทั้งฟาร์มจะใช้ในการกรีดยาง หรือประมาณ 580 วันงานต่อปี (Figure 8)

Figure 8. Yearly labor uses of rubber and other activities in the farm

Figure 9. Compare the return on labor uses in rubber and whole farm

                ในส่วนผลตอบแทนต่อการใช้แรงงานแต่ละปีพบว่า ในช่วงปีที่ 1-4 ช่วงที่มีการปลูกและดูแลรักษา ยางพาราก่อนให้ผลผลิตมีการใช้แรงงานค่อนข้างมากเนื่องจากการปลูกปอแซมยางที่ให้ผลตอบแทนต่ำ จึงทำให้ผลตอบแทนต่อการใช้แรงงานไม่สูงมากนัก เฉลี่ยประมาณ 180 บาทต่อวันงาน (Figure 9) ผลตอบแทนต่อการใช้แรงงานได้เพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 380 บาทต่อวันงานในช่วงปีที่ 5-9 เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้แรงงานลดลง หลังจากการเลิกปลูกปอแซมในระหว่างแถวยางสิ้นสุดลงในปีที่ 4 ในขณะที่รายได้จากการเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งโคเนื้อและไก่พื้นเมือง ที่มีการใช้แรงงานต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูง ผลตอบแทนต่อการใช้แรงงานได้ลดลง ในปีที่เริ่มมีการกรีดยาง ในขณะที่ราคายางและผลผลิตยังต่ำ แต่ได้มีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามผลผลิตยางที่เพิ่มขึ้นจากปี 2541-2544 หลังปี 2545 การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนต่อการใช้แรงงานเกิดจากการเพิ่มของราคายางแผ่นดิบ ส่งผลให้ผลตอบแทนในการใช้แรงงานในการปลูกยางสูงกว่าระบบฟาร์มทั้งระบบ จากปี 2546 เป็นต้นมา เนื่องจากราคายางได้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 40 บาท/กก. ล่าสุดในปี 2548 ผลตอบแทนต่อการใช้แรงงานในการปลูกยางเพิ่มสูงถึง ประมาณ 380 บาทต่อวันงาน เมื่อราคายางแผ่นดิบราคา 58 บาท/กก. ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนต่อการใช้แรงงานระบบฟาร์มทั้งระบบเล็กน้อย (Figure 9)

สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ

                การวิเคราะห์ผลตอบแทนในการปลูกยางพาราระยะเวลาการปลูก 17 ปี ในกรณีที่มีการจ้างแรงงานให้ผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเพียงร้อยละ 13.5 ซึ่งเมื่อคิดว่าเกษตรกรจะต้องขาดรายได้ราวๆ 11 ปี อาจไม่น่าจูงใจมากนัก แต่เทียบกับการใช้แรงงานในครอบครัวที่มีสูงถึงร้อยละ 26.8 ผลตอบแทนจากการปลูกยางของนายบัญชา บุญยัง ต้องรอถึงปีที่ 10 เนื่องจากยางพารามีการเจริญเติบโตช้า เริ่มกรีดได้ในปีที่ 9 กรณีดังกล่าวพบทั่วไปในพื้นที่ปลูกยางพาราของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้เนื่องจากดินมีความอุดมสมบรูณ์ต่ำและประสิทธิภาพในการอุ้มน้ำต่ำ เนื่องจากดินขาดอินทรียวัตถุ ดังนั้นในการแนะนำให้เกษตรกรปลูกยางควรแนะนำเกษตรกรให้เพิ่มอินทรียวัตถุเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการอุ้มน้ำและการใช้ปุ๋ยเคมี การปลูกควรทำในลักษณะฟาร์มผสมผสาน เพื่อให้กิจกรรมอื่นให้รายได้แก่ครอบครัวในช่วงรอผลตอบแทนจากยางพารา ซึ่งหลังจากยางเริ่มให้ผลผลิตจึงทำให้ผลตอบแทนต่อการลงทุนของฟาร์มสูงกว่ากิจกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะในรายที่ใช้แรงงานในครอบครัวจะให้ผลตอบแทนต่อการใช้แรงงานสูงกว่าการจ้างงานในท้องถิ่น นอกจากนี้มีข้อสังเกตว่าครอบครัวที่มีแรงงานไม่เกิน 2 คน หากใช้แรงงานในครัวเรือนสำหรับการทำฟาร์มดังกล่าว เกษตรกรควรวางแผนปลูกยางประมาณไม่เกิน 15 ไร่     

คำขอบคุณ

                คณะผู้วิจัยขอขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อบุคคลหรือองค์กรต่อไปนี้ที่ให้ความช่วยเหลือและอนุเคราะห์ข้อมูลและเงินทุนวิจัย

·       นายบัญชา บุญยังและสมาชิกครอบครัว

·       นายประพจน์ ราชนิยม ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จังหวัดอุบลราชธานี

·       สหกรณ์รับซื้อยางอำเภอเดชอุดม ภายใต้การดูแลของ สกย. อุบลราชธานี

·       ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดอุบลราชธานี

·       สำนักงานวิจัยแห่งชาติ ผ่านกองส่งเสริมงานวิจัย บริการวิชาการและศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

·       คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

เอกสารอ้างอิง

Allen, R. G., Jensen, M. E., Wright, J. L., and Burman, R. D. 1989. Operational estimates of reference evapotranspiration. Agron. J. 81: 650-662.

DLD. 2549. การจำแนกความเหมาะสมของดินในการปลูกพืชเศรษฐกิจ  www.dld.go.th , Access date มกราคม 2549

ภาคผนวก

ผนวก 1 ปฏิทินกิจกรรมในระบบฟาร์มนายบัญชา บุญยัง ในรอบปี

ที่

กิจกรรม

มค.

กพ.

มีค.

เมย.

พค.

มิย.

กค.

สค.

กย.

ตค.

พย.

ธค.

1

ข้าวนาปี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2

ยางพารา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3

ปอแก้วแซมแถวยางปีที่ 1-4

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

4

พืชผักสวนครัว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5

วัวเนื้อ+ไก่พื้นเมือง+กบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

6

ปลาธรรมชาติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผนวก 2. รายละเอียดการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การปลูกยางพาราและระบบฟาร์มทั้งระบบของฟาร์มนายบัญชา บุญยัง

 

ผนวก 2. (ต่อ)

 

 



 [1] เอกสารประกอบการนำเสนอผลงานวิจัย ในการประชุมเครือข่ายวนเกษตรแห่งประเทศไทยครั้งที่ 3  . คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  11 –12  สิงหาคม 2549

 [2] คณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ติดต่อนักวิจัยหลัก โทรศัพท์ 045-353556   Email: sura@agri.ubu.ac.th