6.2 การสำรวจและวิเคราะห์ปัจจัยที่ที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโต ตลอดจนความสำเร็จและล้มเหลวของการปลูกยางพาราในจังหวัดอุบลราชธานี

ดร.จิรวัฒน์ เวชแพศย์ ผศ.สุรจิต ภูภักดิ์ และรศ.ดร.สุวัฒน์ ธีระพงษ์ธนากร

...........................................................

คำนำ

ยางพาราเป็นพืชยืนต้นที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย   พื้นที่ปลูกยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ขณะที่งานวิจัยด้านการวิเคราะห์ระบบในภาพรวมของการปลูกยางพาราของเกษตรกรในภูมิภาคนี้ยังมีไม่มาก  วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาระบบการผลิตยางพารา และวิเคราะห์ปัจจัยและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตและรายได้จากการทำสวนยางของเกษตรกร ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี  เพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญหาและการพัฒนาต่อไป

วิธีการศึกษา

                การศึกษาเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ  โดยการสุ่มสำรวจสวนยางพาราในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงเดือนมิถุนายน ถึง กันยายน พ.ศ. 2549 โดยเน้นที่สวนยางที่กรีดเอาน้ำยางได้แล้ว   การสำรวจใช้วิธีสัมภาษณ์เกษตรกรด้วยแบบสอบถามในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการปลูก   การดูแลรักษาสวนยางพารา   การเก็บน้ำยางจนถึงขายผลผลิตและเก็บข้อมูลจากแปลงยางพารา  ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและผลผลิตของยางพารา ได้แก่ข้อมูลต้นยางพารา  สภาพพื้นที่ปลูก และตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติดินในห้องปฏิบัติการ และใช้วิเคราะห์ทางสถิตด้วย multiple regression และวิเคราะห์ต้นทุน รายได้ จากข้อมูลการสำรวจและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ผลการศึกษา

                การศึกษาเชิงสำรวจการผลิตยางพาราโดยเก็บข้อมูลจากแปลงยาง 102 แปลง   จากเกษตรกร 73 ราย   51 หมู่บ้าน  37 ตำบล   18 อำเภอของจังหวัดอุบลราชธานี   โดยสวนยางที่สำรวจมีตั้งแต่อายุ 1- 22 ปี  (เฉลี่ยของสวนที่สำรวจ มีอายุ 9 -10 ปี)    สามารถวิเคราะห์ให้เห็นระบบการผลิตยางพาราในพื้นที่ศึกษาได้ตามประเด็นต่างๆ ได้แก่ 1) ตัวเกษตรกรผู้ปลูกหรือเจ้าของสวน  2) สภาพพื้นที่ปลูก  3) การปลูกยาง  4) การให้ปุ๋ย  5) ดูแลรักษาสวนยาง   6) พืชแซมและเลี้ยงสัตว์ในสวนยาง   7) การวิเคราะห์การเจริญเติบโต  8) ผลผลิตและการจัดการผลผลิต  9) การวิเคราะห์ต้นทุน รายได้ของการทำสวนยาง ดังนี้

1. เกษตรกรหรือเจ้าของสวนยาง

                การตัดสินใจปลูกและการสนับสนุน

                เกษตรกรเกือบทุกคน(93%)  ที่สำรวจเริ่มปลูกยางโดยไม่เคยมีประสบการณ์การทำสวนยางมาก่อน   นอกนั้นเคยมีประสบการณ์เป็นลูกจ้างสวนยางจากทางภาคใต้    สวนยางที่สำรวจที่อายุมากที่สุดปลูกปี 2527-28 อยู่ในเขตอำเภอน้ำยืน   สำหรับผู้ปลูกรุ่นแรกๆ (ปี 2533-35) ใน อำเภอ อ.เดชอุดม บุณฑริก น้ำยืน ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการอีสานเขียว ผ่านทางเกษตรอำเภอ    ส่วนใหญ่เกษตรกรที่ปลูกช่วง 2540-42 เริ่มสวนยางโดย ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.)  ที่ให้ทุนสำหรับทำสวนยางในช่วง 7 ปีแรกแบบให้เปล่า   เกษตรกรปลูกยางในทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดอุบลฯ ได้แก่ ในเขต อ.ตระการ   อ.ศรีเมืองใหม่ หรือ อ.โขงเจียม ได้รับการสนับสนุนเริ่มต้นจากสมาคมเกษตรก้าวหน้า ที่เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ให้การสนับสนุนเชิงสินเชื่อ ในช่วงปี 2533-36   ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจาก สกย.ด้วย   มีเกษตรกรที่สำรวจ 10% ที่ ลงทุนปลูกเอง โดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากสกย.หรือหน่วยงานอื่น   นอกจากนั้นพบว่ามีเกษตรกรหรือเจ้าของสวนยาง 6 % ที่สำรวจ ได้สวนยางมาจากการซื้อสวนที่ปลูกอยู่ก่อนแล้ว

                ส่วนใหญ่ผู้ที่ปลูกรุ่นแรกๆ (ก่อนปี 2540)  หลายรายปลูกโดยยังไม่พอใจในผลตอบแทนของยางพารา ที่เป็นของค่อนข้างใหม่สำหรับภาคอีสาน  หลายรายให้เหตุผลว่าปลูกยางเพื่อรักษาสิทธิในการถือครองที่ดิน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในที่ว่างหรือป่าเสื่อมโทรม  ขณะที่การปลูกยางในระยะหลังปี 2540 นี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากแรงจูงใจจากผลตอบแทนที่เริ่มเห็นผล เมื่อเทียบกับการปลูกอย่างอื่น    แต่หลังจากปี 2540 มีผู้ปลูก และมีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นมาก  โดยเฉพาะในปีที่แล้วมีความต้องการปลูกมาก เนื่องจากราคายางที่ดีมาก และการสนับสนุนโครงการของรัฐ  ส่วนใหญ่เจ้าของสวนยาง (75%)  เป็นเกษตรกรทำนาเพื่อบริโภคและขาย  นอกนั้นอาจปลูกพืชไร่เช่นมันสำปะหลัง  ข้าวโพด ถั่วลิสง   โดยจำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 4-6  คน มีแรงงานทำเกษตร 2-3 คน  มีที่ปลูกยางพาราเป็นอาชีพหลักอย่างเดียว 15%  นอกจากนั้นเจ้าของมีอาชีพอื่นเป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็นครู   ข้าราชการเกษียณ หรือ ค้าขาย    พบเกษตรกร 3 รายที่ผลิตพันธุ์ยางเป็นยางชำถุงเป็นการค้า  เจ้าของสวนยางส่วนใหญ่มีที่ดินถือทั้งหมดครองค่อนข้างมาก (มากกว่า 20 ไร่)  ส่วนใหญ่จะมีสวนยางมากกว่าหนึ่งแปลงหรือมียางที่ปลูกมากกว่าหนึ่งรุ่น    มีเพียง 10% ที่มีสวนยางเพียงแปลงเดียวหรือที่ปลูกรุ่นเดียว   เกษตรกรหลายรายมีถึง 4-5  แปลงที่มีอายุต่างๆ กัน รวมพื้นที่ 50-80 ไร่   แต่พบว่ามีหลายรายเป็นครัวเรือนเดียวกัน แต่ใช้ชื่อเจ้าของต่างกันเมื่อเข้าโครงการของสกย. เพื่อให้รับกับเกณฑ์ของสกย.    ขนาดของแปลงยางที่สำรวจ มีขนาดเฉลี่ย 10-12 ไร่ โดยแปลงขนาดสูงสุดที่สำรวจมีขนาด 80 ไร่ และขนาดต่ำสุด 3 ไร่    สวนยางที่สำรวจสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทหลักๆ ตามระบบการจัดการ ว่าเป็นสวนที่เจ้าของกรีดเอง ด้วยแรงงานในครัวเรือน หรือมีลูกจ้างกรีดยาง    ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ (85 %) ใช้แรงงานครัวเรือนหรือญาติพี่น้องช่วยกรีด   นอกนั้นเป็นสวนที่เป็นระบบ จ้างคนอื่นมาเฝ้า เพื่อกรีดยางจนถึงทำแผ่น รวมทั้งดูแลรักษาสวน   มีสองอัตราค่าจ้าง คือเจ้าของ คนกรีด 60:40 หรือ 50:50  ของรายได้การขายยาง  โดยผู้รับจ้างทำหน้าที่ดูแล บำรุงรักษาสวนยาง  กรีด และทำแผ่นยาง   และพบว่า บางส่วนที่ ให้ผู้รับจ้างกรีดออกค่าปุ๋ยช่วยด้วย

2. สภาพพื้นที่

                การใช้พื้นที่ก่อนปลูกยาง

                จากการสัมภาษณ์เกษตรกร  ส่วนใหญ่พื้นที่ก่อนปลูกยางเป็นที่ ไร่มันสำปะหลัง  ปอ ข้าวโพด (60%) รองลงมาเป็นที่ป่า (25%) เคยเป็นสวนมะม่วงหิมพานต์ ยูคาลิปตัส   สวนป่าไผ่   มะม่วง (10%) นอกจากนั้น 5% เคยเป็นที่นา      

รูปที่1 สวนยางเก่าและที่บุกเบิกใหม่จากป่าเสื่อมโทรม

รูปที่2 สวนยางที่ปลูกระดับเดียวกับที่นา

สภาพพื้นที่และดิน

                จากการสำรวจพื้นที่ปลูกยางพาราเกือบทั้งหมด เป็นที่ดอนระบายน้ำได้ดีไม่มีน้ำท่วมขังนาน  ระดับความสูงอยู่ในช่วง 120 – 240 เมตร   เหนือระดับน้ำทะเล ส่วนใหญ่ (80%) ความลาดเทน้อยกว่า 5% มีบางสวนที่ความชัน 10-20%   ส่วนใหญ่อยู่ริมลำน้ำหรือ แนวเชิงเขาทางตะวันออกและใต้ของจังหวัดอุบลราชธานี    จากตัวอย่างที่สำรวจพบว่า   มีหนึ่งแปลงที่เคยถูกน้ำท่วม เป็นระยะเวลาหลายวันจนต้นยางเสียหาย   เพียงหนึ่งแปลงที่อยู่ริมแม่น้ำโดมใหญ่   นอกนั้นมีน้ำขังบ้างแต่เป็นช่วงสั้นๆ ไม่เสียหาย

                การวิเคราะห์ดินตัวอย่างจากสวนยางที่สำรวจ  พบว่าสภาพเนื้อดินนั้นเป็นดินทรายถึงดินร่วน 70 %  ของแปลงที่สำรวจเป็น ดินทรายร่วน (loamy sand)   ที่พบดินที่เหนียวทีสุดเป็นดินร่วนพบเพียง 7% ในอำเภอน้ำยืน โดยเฉลี่ยแล้วพบว่าดินมีเปอร์เซ็นต์อนุภาคดินเหนียวต่ำ (<10%) มีความอุดมสมบูรณ์ธาตุอาหารต่ำ อินทรียวัตถุต่ำ (<1%) มีความเป็นกรดอ่อน (pH 4.5-5) แต่ไม่มีความเค็มดินชั้นบน (0-30 ซม.) เปอร์เซ็นต์อนุภาคดินเหนียว เฉลี่ย 9.0% อินทรียวัตถุเฉลี่ย 1% ความเป็นกรดด่าง หรือ pH 5.0 ดินชั้นล่าง (30-60 ซม.)  จะมีเนื้อดินที่มีดินเหนียวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  มีอินทรียวัตถุต่ำน้อยกว่า 0.5% และ มีความเป็นกรดสูงกว่าดินบนเล็กน้อย

                ในการสำรวจนี้พบสวนที่มีดินเป็นดินลูกรัง  หน้าดินมีหินปนค่อนข้างหนาแน่น  ในเขต อ.ตระการ และ อ.บุณฑริก   และสวนที่มีดินที่ค่อนข้างเหนียวอยู่ในเขตอำเภอน้ำยืน

 

                                                                                                           รูปที่3 สวนยางที่ดินเป็นดินผสมกรวด อ.ตระการพืชผล

การสังเกตสภาพพื้นสวนยาง พบว่า 60% มีสภาพเป็นร่องระหว่างแถวที่เกิดจากการไถ

ทำให้เกิดแนวดินพูนตรงแถวยางเล็กน้อย   และส่วนใหญ่สวนที่กรีดแล้วพื้นสวนมีใบแห้งร่วงคลุมดินในต้นฤดูฝน 70-90%

น้ำใต้ดิน

                ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตร  ระดับน้ำใต้ดินของพื้นที่สำรวจเฉลี่ย 10-12 เมตร ระดับน้ำใต้ดิน ตื้นที่สุด 2- 4 เมตรในหลายพื้นที่   ส่วนที่ลึกที่สุด 40-60 เมตรในเขตอำเภอน้ำยืน   คุณภาพน้ำส่วนใหญ่ดี สามารถดื่มได้   มีเพียงบางที่ที่น้ำกระด้าง หรือกร่อยเล็กน้อย หรือมีสารเคมีตกค้าง

 

                                                                                                     รูปที่4 สวนยางที่สภาพเป็นรองตรงกลาง เนื่องจากการไถกลบโคน

รูปที่5 สวนใบยางร่วงคลุมหน้าดินในต้นฤดูฝน

3. การปลูกยาง

การสำรวจพบว่ามีสวนยางที่เจ้าของปลูกเอง 73% จ้างปลูกทั้งหมด 20% นอกนั้นปลูกเองและจ้าง

พันธุ์    

จากการสำรวจพบว่าเกือบทั้งหมด หรือ 90% ใช้พันธุ์ RRIM 600 มีเกษตรกร 8% ที่ใช้พันธุ์BMP 24   ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ปลูกตั้งแต่ปี 2540   และ พันธุ์ RRIT 251 เพียง 1% ซึ่งปลูกปี2543   ซึ่งจากการสำรวจโดยการสอบถามและตรวจสอบต้นในสวนพบว่า 7% มีพันธุ์อื่น BMP 24 ปน  ปัญหาการสำรวจเรื่องพันธุ์  คือเกษตรกรและผู้สำรวจอาจไม่สามารถระบุพันธุ์ได้ถูกต้อง เพราะไม่มีประสบการณ์กับพันธุ์อื่นๆ  ส่วนใหญ่เกษตรกรรับทราบจากเจ้าหน้าที่หรือเพื่อนบ้าน   แต่มีเกษตรกรจำนวนมากที่สังเกตว่าสวนยางมีพันธุ์อื่นปน   นอกจากนั้นรายที่ปลูกพันธุ์ BMP 24  ในปีต่อไปต้องซ่อมด้วย RRIM 600 เพราะไม่มีกล้าพันธุ์ BMP 24

               

                กิ่งพันธุ์

มีการใช้กิ่งพันธุ์แบบยางชำถุงเกือบทุกคน (95%) อีก 5% ใช้กิ่งตาเขียว และ ติดตาเองในแปลง ส่วนเกษตรกร 20% ระบุว่าได้กิ่งพันธุ์ไม่สมบูรณ์มา     

                                                                                                                    รูปที่6 กล้ายาง2ฉัตรที่เกษตรกรเตรียมปลูกซ่อม

                ระยะปลูก

                พบว่าส่วนใหญ่หรือ 55% ของแปลงยางที่สำรวจใช้ระยะปลูก 2.5 x 7 เมตร   (91 ต้นต่อไร่) 35% ใช้ระยะปลูก 3 x 6 เมตร (89 ต้นต่อไร่) มี 5% ใช้ระยะปลูก 3 x 7 เมตร (76 ต้นต่อไร่)  มีที่ใช้ ระยะปลูกกว้างที่สุดคือ 2.5 x 8 เมตร เพียงรายเดียว ที่ปลูกเป็นรายแรกๆในพื้นที่เพราะรู้สึกว่าเหมาะสม และระยะปลูกที่แคบที่สุดที่พบคือ 2.5 x 6  เมตร (106.7 ต้นต่อไร่)  สองราย เนื่องจากเห็นว่าดินไม่ค่อยดี และจะได้จำนวนต้นมาก และปลูกเองไม่ได้รับการสนับสนุนจาก สกย.

การวางแถวต้นยาง

                มีการวางแถวปลูกไปทางทิศออกตก 53% วางเหนือใต้ 47%   และถ้ามีความลาดเทจะวางตามแนวลาดเท 60%   โดยเหตุผลการวางทิศของแถวในแปลงนั้นแตกต่างกันหลากหลาย   ที่สำคัญคือแนวถนนหรือลักษณะบริเวณข้างเคียงเป็นตัวกำหนดส่วนใหญ่แถวขวางแนวถนน   เพื่อความสะดวกการเข้าสวน    บางรายวางตามทิศทางลม  เพื่อเลี่ยงการโค่นล้ม  หรือ เพื่อความสะดวกในการทำงาน

                ระยะเวลาที่ปลูก

                ประมาณ 45 % ปลูกยางพาราในเดือนมิถุนายน รองลงมาคือ กรกฎาคม (20%) และ สิงหาคม (20%)   พฤษภาคม (10%) นอกนั้นปลูกในเดือนกันยายนและตุลาคม   การเลือกเวลาปลูกนอกจากขึ้นอยู่กับปริมาณฝน ยังขึ้นอยู่กับ เวลาที่ทำนา ถ้าเกษตรกรมีนา ก็จะอาจจะต้องปลูกข้าวให้เสร็จก่อน หรือ เวลาที่ได้รับต้นกล้าล่าช้า

                การใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมก่อนปลูก

                วัสดุที่พบมีหลายอย่างได้แก่ หินฟอสเฟต  ปุ๋ยคอก (ขี้วัวหรือขี้ไก่)  ปุ๋ยเคมี ฟูราดาน ปูนขาว

ปุ๋ยชีวภาพ  โดย เกือบทุกรายใส่หินฟอสเฟต  มีเพียง  4% ที่ไม่ได้ใส่มี 50% ที่ใส่หินฟอสเฟตร่วมกับปุ๋ยคอก ประมาณ 20% ที่ใส่ร่วมกับ ปุ๋ยเคมี และประมาณ 20% ที่ใส่ฟูราดานร่วมด้วย มีเกษตรกรที่ใช้ปูนขาว 6 %

4. การให้ปุ๋ย

                การใช้ปุ๋ยยางเล็ก อายุ 1-6 ปี หรือก่อนกรีด

                พบว่าเกษตรกรทุกคนมีการลงทุนกับปุ๋ยให้ต้นยางมาก มีการใช้ทั้งปุ๋ยเคมี   สำหรับยางขนาดเล็ก  มีผู้ที่แบ่งใส่ปุ๋ยเคมี 2 ครั้ง คือต้นฤดูฝน และปลายฤดูฝนถึง  76%    ที่ใส่ 1 ครั้งมี  18%  นอกนั้น แบ่งใส่  3 ครั้ง   โดยให้หลังกำจัดวัชพืช      โดย เฉลี่ยให้ปุ๋ยอัตรา 1 กระสอบหรือ 50 กก.ต่อไร่ ต่อปี  หรือในช่วง 0.1-4 กระสอบต่อไร่   ที่ไม่ใส่เลยมี 10%    โดย สูตรปุ๋ยที่พบ มีหลากหลายมาก เช่น 12-10-12, 20-10-7, 12-7-18, 14-4-9, 13-4-5, 15-15-15, 16-16-8 เป็นต้น    เกษตรกรส่วนใหญ่ให้ปุ๋ยเพิ่มจากที่ได้ฟรีจาก สกย.ในช่วงยางเล็ก  และมีเกษตรกร 30 % ใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย และมี 10 % รายใส่ปุ๋ยชีวภาพ  ปีละครั้ง

                การปุ๋ยยางใหญ่ หรือตั้งแต่เริ่มกรีด

                เกษตรกรใช้ปุ๋ยสูตรต่างๆ กันหลายชนิด ได้แก่ 15-7-18 (10%), 22-5-18 (8%), 20-10-12 (7%),     21-7-14, 14-4-7, 15-15-15 (4%), ยูเรีย 46-0-0 (3 %) และมีที่ผสมปุ๋ยเอง 3% โดยให้ในอัตราเฉลี่ย 2.1 กระสอบ หรือ 105 กก.ต่อไร่ต่อปี โดยอยู่ในช่วง 0.4-4.0 กระสอบ หรือ 20 – 200 กก.ต่อไร่ต่อปี

                เกือบทั้งหมดแบ่งให้ปุ๋ย สองครั้ง คือต้นฝน และปลายฝน  มีให้เกษตรกรที่ให้ปุ๋ยสามครั้ง 3% และที่ให้ 1 ครั้ง 1% โดยใช้แรงงานในครัวเรือน   ยกเว้นสวนที่จ้างกรีด ผู้รับจ้างเป็นผู้ให้ปุ๋ย

                มีผู้ใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอก 24% และใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือชีวภาพ 26% มี7% ที่ใช้ทั้งปุ๋ยเคมีปุ๋ยคอกและปุ๋ยชีวภาพหรือ ปุ๋ยอินทรีย์   มีหนึ่งรายที่ใช้น้ำส้วมเทศบาล   อัตราปุ๋ยคอกอยู่ในช่วง 50-300 กก.ต่อไร่ ส่วนใหญ่ใส่หนึ่งครั้ง ต้นฤดูฝน และส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยคอกของฟาร์มตนเอง   ปุ๋ยชีวภาพ 50-100 กก.ต่อไร่ต่อปี   แบ่งใส่สองครั้งพร้อมกับปุ๋ยเคมีส่วนใหญ่ซื้อมา  มีที่ทำปุ๋ยชีวภาพเองเพียง หนึ่งราย

                วิธีการใส่ปุ๋ย ทั้งปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยคอกทำโดยโรยระหว่างแถว    ส่วนใหญ่ไม่ได้สับกลบลงดิน เพราะกลัวทำลายราก และเห็นว่ารากงอกขึ้นมาหาปุ๋ยเองบนผิวดินได้  บางรายใช้สารเร่งน้ำยาง  แต่สังเกตว่าไม่ได้ผล  และผู้ที่ซื้อกล่องแก๊สติดที่ต้นเพื่อเร่งน้ำยางลงทุน30000 บาท ซึ่งเกษตรกรบอกว่าได้ผลไม่คุ้ม 

5. การดูแลรักษาสวนยาง

                 การปลูกซ่อม  

                ส่วนใหญ่จะทำการปลูกซ่อมในปีถัดไปหลังปลูก  เนื่องจากส่วนใหญ่ยางจะตายในช่วงแล้งปลายปี โดยเฉลี่ย ยางในสองปีแรกจะตาย 10-15 %   มีบางรายตายหมดแปลง  โดยสาเหตุที่ตายส่วนใหญ่ระบุว่าเพราะ ความแห้งแล้ง  (70%)  หรือเหตุผลอื่นได้แก่ น้ำท่วม (8%)  ไฟไหม้  วัวกิน  ปลวก

   

รูปที่7 เกษตรกรให้ปุ๋ยระหว่างแถวสวนยาง อายุ 5 ปี

หรือ ต้นกล้าไม่สมบูรณ์  และพบว่าเกษตรกรถึง 20%  ไม่ได้ปลูกซ่อมเลย  เพราะไม่มีกล้า หรือ มีหลายรายที่ปลูก ซ่อมแล้วตายซ้ำอีก จึงทำให้ ความหนาแน่นของต้นยางต่ำ  เพราะการซ่อมหลังจาก 2 ปี ต้นจะโตไม่ทัน    

การกำจัดวัชพืช

                วัชพืชส่วนใหญ่ที่พบในสวนยางเล็ก  เป็นหญ้าคา  หญ้าคอมมิวนิสต์ หรือหญ้าเจ้าชู้  สาบเสือ

เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้สารกำจัดวัชพืช ในช่วงยางอายุ 1-3 ปี    มีเพียง 12% ที่ไม่เคยใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชเลย   ส่วนใหญ่ใช้การไถกลบหญ้าด้วยรถไถเดินตามไถระหว่างแถว ขณะเป็นยางเล็ก ทำให้เกิดสภาพเป็นร่องต่ำเล็กน้อยระหว่างแถว   เมื่อยางอายุ 6 ปีขึ้นไป ปัญหาวัชพืชจะน้อยเนื่องจากทรงพุ่มยางบังแสงส่วนใหญ่ที่ส่องถึงพื้นดิน

 

                                                                                                                รูปที่8 สภาพการใช้ยากำจัดวัชพืชในสวนยางอายุ2-3 ปี

               

                การตัดแต่งกิ่ง

                พบว่ามีการตัดแต่งในระยะแรก 88% ไม่เคยตัดแต่ง 12%   ตัดแต่งในระยะที่กรีดได้แล้ว 5% ไม่ได้ตัดแต่ง 95% สวนที่ตัดแต่งกิ่ง จะมีกิ่งล่างสุดอยู่ประมาณ 2.5 เมตรขึ้นไป    บางสวนมีผู้มาขอตัดตาพันธุ์ยางแล้วตัดแต่งกิ่งให้เจ้าของสวนฟรี     แต่เกษตรกรรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ต้นยางที่มีกิ่งล่างเตี้ย ๆ ให้น้ำยางมาก

                การให้น้ำ

                ส่วนใหญ่ ไม่มีการให้น้ำกับสวนยาง  แต่พบว่ามีเกษตรกร 10%   ที่เคยหรือกำลังให้น้ำกับต้นยางโดยเฉพาะในช่วงปลูกใหม่ๆ  หรือ ในช่วงแล้งโดยวิธีต่างๆ  เช่น  ตักรด เดินท่อ  ปล่อยตามร่อง  ใช้สายยางรดหรือ  เอาน้ำใส่ขวดเจาะรูไว้ข้างต้น  หรือเป็นการตั้งใจให้กับพืชแซมในสวนยาง

                การป้องกันภัยจากไฟไหม้  ลม และสัตว์

                หลายสวนมีการกวาดใบที่ร่วงให้ห่างต้น ป้องกันไฟไหม้    หรือมีการทำแนวป้องกันไฟส่วนที่เสี่ยงจะถูกไฟไหม้ลามเข้าในสวน   นอกจากนั้น หลายรายต้องทำการล้อมรั้วสวนยาง ด้วยลวดหนาม เพื่อป้องกันวัว ควายเข้ามาทำลายต้นยาง  ค่าใช้จ่ายในการทำรั้วมีตั้งแต่ 2,000 -20,000 บาท    นอกจากนั้นยังพบหลายสวน ที่มีการใช้ไม้ค้ำยันต้นที่เอียง จากลมด้วย

                การป้องกันกำจัดโรค แมลงหรืออาการผิดปกติของต้นยาง

                จากการสัมภาษณ์และการสำรวจแปลง พบ โรคเปลือกแห้ง หรือหน้าแห้ง  พบในสวนยางที่อายุเกิน 10 ปี ไม่มีน้ำยางไหลมีรอยแตกใต้รอยกรีด   จนถึงโคนต้นเปลือกหลุดออก   ซึ่งแก้ไขโดยการหยุดกรีดต้นนั้น รอจนสร้างเปลือกใหม่ มีการใช้ยาบางแต่ไม่ได้ผล  ส่วนใหญ่เกษตรกรใช้ปูนแดงทาเมื่อปิดหน้ายาง  บางรายผสมยาฆ่าราทาด้วย

                การการสำรวจพบโรคหรือแมลงศัตรูต่างๆ  บ้างแต่อยู่ในระดับไม่มาก  เช่นโรคตายจากยอด  หลังเจอสภาพแล้ง แห้งตายจากยอด หาโคน พบโรคที่คาดว่าเป็นโรคเส้นดำ ที่หน้ากรีดยาง เหนือรอยกรีด  มีรอยเส้นดำบนเนื้อไม้  โรคราสีชมพู  นอกจากนั้นยังพบว่ามี ปลวก  เพลี้ยหอย  เป็นอันตรายต่อยาง  แต่เกษตรกรไม่ได้ใช้สารเคมีกำจัด   

6. พืชแซม และเลี้ยงสัตว์ในสวนยาง

                มีสวนยางที่สำรวจ 45%   ที่เคยปลูกพืชแซมในช่วงยางยังเล็ก 1-3 ปี ได้แก่ ข้าว 11% ปอ 10%       มันสำปะหลัง 5% ข้าวโพด 5% ถั่วดิน 6% แตงโม 4% มะเขือ 4% นอกจากนั้นยังมี กล้วย พริก ส่วนสวนยางใหญ่ที่ยังพบพืชแซมได้แก่ สับปะรด 2%   กฤษณา 2 %   ถั่วคลุมดิน (ถั่วผี) 4%

                รายได้จากพืชแซม  ได้ปุ๋ยจากที่ให้พืชแซม  ได้น้ำจากที่ให้พืชแซม   คลุมวัชพืชและเป็นปุ๋ย  เกษตรกรบางรายบอกสาเหตุที่ไม่ปลูกพืชแซม เพราะกลัวว่าอาจไปรบกวนต้นยาง   หรือเพราะไม่มีเวลาดูแลพืชแซม  

 

รูปที่9 อาการหน้ายางแห้ง และเปลือกแตกโคนต้น

รูปที่10  ปลวกทำลายโคนต้น

รูปที่11 ข้าวไร่ในสวนยางเล็ก

รูปที่12 สับปะรด ในสวนยางใหญ่

รูปที่13  ถั่วคลุมดินในสวนยาง

 

เลี้ยงสัตว์ในสวนยาง

พบว่ามีการปล่อยวัวเพื่อกินหญ้าในสวนยาง บางรายที่อายุ  5 ปี ขึ้นไปพบมากที่มีการเลี้ยงไก่แบบปล่อยโดยเฉพาะสวนยางที่เกษตรกรมีที่พักในสวน ประโยชน์ที่ได้จากวัวก็คือ ช่วยกำจัดวัชพืช ให้มูลเป็นปุ๋ย แต่เกษตรกรบางรายไม่ให้วัวเข้าในสวนเพราะกลัวว่าวัวทำอันตรายต่อต้น หรือเหยียบย่ำพื้นที่มีรากต้นยางแผ่เสียหาย

7. วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเจริญเติบโต

                งานวิจัยนี้มีสมมุติฐานทั่วไปที่ว่าผลผลิตและการเจริญเติบโตของยางสัมพันธ์กับปัจจัยจำนวนมาก ได้แก่อายุ คุณสมบัติดิน  ปริมาณน้ำฝน  พันธุ์ โรค แมลง  การให้ปุ๋ย และวิธีการจัดการบำรุงรักษา ต่างๆ มากมาย รวมถึงการกรีดยาง 

 

รูปที่14 เลี้ยงสัตว์ในสวนยาง

                ปัจจัยพันธุ์ยางต่างๆ กัน ซึ่งน่าจะมีผลต่อการเจริญเติบโต แต่ข้อมูลตัวอย่างที่ได้การสำรวจที่พบว่าเป็นพันธุ์อื่นนอกจาก RRIM 600 มีน้อยเกินไป ที่จะทดสอบความแตกต่างทางสถิติ และมีความสับสนของพันธุ์ในแปลงเดียวกันดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่ปลูกทั้งสองพันธุ์ ให้ข้อสังเกตว่าพันธุ์ BP 24   ซึ่งแตกกิ่งมากกว่าชัดเจน   ให้ผลผลิตน้ำยางค่อนข้างสูงกว่า RRIM 600

                อายุเป็นปัจจัยเดียวที่ชัดเจนว่ามีความสัมพันธ์กับขนาดของต้นอย่างมีนัยสำคัญโดยมีแนวโน้มเป็นกราฟ log ดังรูป

แผนภูมิที่1  ความสัมพันธ์อายุกับขนาดเส้นรองวงของต้นยาง ที่สำรวจ

                คุณสมบัติของดินที่เป็นปัจจัยซับซ้อน  เพราะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งการสำรวจพยายามเก็บตัวอย่างที่มีสภาพดินต่างๆกัน  แต่จากการวิเคราะห์คุณสมบัติดินเช่น โครงสร้างดินมีความคล้ายคลึงกันคือ เป็นทรายถึง เป็นร่วนปนทรายเป็นส่วนใหญ่ มีความเป็นกรดอ่อนๆ และมีอินทรียวัตถุต่ำ   

แผนภูมิที่2  แสดงแนวโน้มความสัมพันธ์ % ดินเหนียว (clay) ของดินที่ปลูกยาง กับ เส้นรอบวงต้นยาง อายุ 8-9 ปี

การวิเคราะห์ระหว่างยางที่ปลูกบนดินลูกรัง หรือดินที่มีหินปนมาก  เทียบกับต้นยางที่ปลูกใน ดินอื่นๆ ที่ไม่มีหินปน  เมื่อเปรียบเทียบเส้นรอบวงต้นในแปลงที่มีหินกับแปลงที่ไม่มีหิน อายุเท่าๆ กัน คือ 9 -18 ปีได้ประมาณ 49 ซม. เท่ากับต้นที่ปลูกในดินที่ไม่มีหินปน 

                การวิเคราะห์ความสัมพันธ์การเจริญและผลผลิตกับการให้ปุ๋ย แม้ว่าเกษตรรู้สึกว่าเห็นผลตอบสนองชัดเจน แต่การวิจัยยังไม่พบนัยสำคัญ และมีความคลาดเคลื่อนข้อมูลมาก  อาจเนื่องจากมีการให้ปุ๋ยในระดับสูงเกือบทุกที่   และมีความความหลากหลายของสูตรปุ๋ย และวิธีการให้  ตลอดจนมีอิทธิพลของปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เกี่ยวข้องมาก   ทำนองเดียวกับปัจจัยอื่นๆ  เช่นการกำจัดวัชพืช 

                เกษตรกรมีข้อสังเกตว่าดินเหนียวจะเจริญดีกว่าดินทรายถ้าระบายน้ำได้ดี  และแปลงที่เป็นป่าเดิมจะมี ต้นยางดูเหมือนจะเจริญเติบโตดีกว่า แต่จะโอนเอียงมากกว่าเพราะดินมีความหนาแน่นหน้าดินต่ำ   และมีข้อสังเกตว่าที่เคยเป็นที่นานั้น  เมื่อยางโตแล้ว ดินจะมีการระบายน้ำดีกว่าเดิม น่าจะเป็นเพราะระบบรากยางที่แทรกไปในดินอย่างแน่นหนา และมีการคายระเหยน้ำสูง

                ความเสียหายที่เกิดกับยางขนาดใหญ่

                ปัญหาที่เป็นอุปสรรคการเจริญเติบโต หรือแม้ต่อการรอดตายของยาง ที่สำคัญคือปัญหาไฟไหม้  แล้ง น้ำท่วมหรือสัตว์  เกษตรกร 25%  ระบุว่าปัญหาไฟไหม้เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ยางขนาดใหญ่เสียหาย  เนื่องจากสวนยางส่วนใหญ่ในระยะแรกๆ ปลูกในพื้นที่ป่า หรือติดกับป่า โดยประมาณว่ามีต้นถูกไฟไหม้ตาย 2-10%  บางส่วนอาจไม่ตายแต่ก็เสียหาย   มีสวนที่เกษตรกร 2  รายที่ อ.สิรินธร ระบุว่ายางใหญ่ตายเพราะเจอสภาพแล้ง และมีชั้นหินอยู่ตื้นกว่า 3 เมตร ทำให้ยางต้นใหญ่ ตายถึง 20-50%    ความเสียหายจากลมที่ทำให้ต้นหัก พบหลายที่   ซึ่งอาจร่วมกับการถูกแมลง หรือปลวกเจาะโคนต้น    นอกจากนั้นสวนจำนวนมากได้รับความเสียหายจากวัว ควาย  หรือสวนยาง ที่ติดกับพื้นที่ป่า อ.บุณฑริก ถูกช้างป่าเข้ามาทำลาย 

ภาพที่15  การล้มของต้นยางขนาดใหญ่

8.  วิเคราะห์ผลผลิต การกรีด และจัดการผลผลิต

                แรงงานกรีด

                เจ้าของกรีดเอง ด้วยแรงงานในครัวเรือน เป็นส่วนใหญ่  โดยมีผู้กรีดเฉลี่ย 2-3 คน มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย    สวนที่จ้างคนอื่นกรีดในการสำรวจมี15% โดยมีระบบสองอัตราค่าจ้าง   คือเจ้าของคนกรีด 60:40 หรือ 50:50 ของรายได้การขายยาง   โดยผู้รับจ้างทำหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาสวนยาง   กรีด และทำแผ่นยาง   และพบว่า บางสวนที่ขนาดใหญ่ ให้ผู้รับจ้างกรีดออกค่าปุ๋ยช่วยด้วย 40%

                เวลากรีดยาง  ขึ้นอยู่กับขนาดสวนยางและแรงงานกรีด ตลอดจนสภาพฝนตก   ส่วนใหญ่กรีดหลังเที่ยงคืน ที่อากาศเย็นน้ำยางออกดี   จนถึงเช้า เก็บน้ำยาง  ทำแผ่นยางต่อในช่วงสายๆ  ในช่วงที่ฝนตกติดๆ กันในตอนกลางคืน  พบว่ามีการกรีดในตอนเช้าจนถึงเที่ยง  อัตราการกรีด 300-400 ต้นต่อวัน หรือประมาณคนละ 80 -100 ต้นต่อชั่วโมง     

รูปที่16  แรงงานกรีดยาง

                ส่วนใหญ่ที่เจ้าของผู้กรีดผ่านการอบรมจาก สกย. แล้วสอนต่อให้แรงงานในครัวเรือน ส่วนผู้ที่รับจ้างกรีดส่วนใหญ่เคยทำงานกรีดยางอยู่ที่ภาคใต้มาก่อน  ความเรียบของแผลกรีดที่สำรวจพบว่า   ส่วนใหญ่รอยแผนไม่ค่อยเรียบ รอยกรีดลึกเกินไป มีรอยปูดมาก โดยเฉพาะในช่วงปีที่กรีดปีแรกๆ   น่าจะเป็นเพราะยังขาดความรู้และความชำนาญในการกรีด

 

รูปที่17  ความเรียบของแผลกรีด

อายุที่เริ่มกรีดครั้งแรก 

                อายุต้นยางที่เปิดกรีดครั้งแรกเฉลี่ย 7.4 ปี  มีแปลงที่กรีดอายุ 6 ปีอยู่ถึง 25% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยางที่ปลูกหลังปี 2540   สวนที่กรีดอายุ 7 ปีมี 33%  นอกนั้นกรีดเมื่ออายุ 8-11 ปี  ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกก่อนปี 2538   ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดเส้นรองวงต้น  แรงงาน และแรงจูงใจของราคายาง

                ขนาดของต้นที่เริ่มกรีดนั้น   จากข้อมูลการวัดเส้นรอบวงต้นที่เริ่มกรีดไม่เกิน 2 ปี เฉลี่ย 40-43 ซม.เกษตรกรกรีดยางที่สำรวจส่วนใหญ่ (85%) กรีดด้วยความถี่การกรีด 2 วัน เว้น 1 วัน นอกนั้นกรีด วันเว้นวัน    เกษตรกรประมาณ 40% มีการกรีดชดเชยคือถ้ามีฝนตกในวันที่จะกรีด  ก็อาจจะกรีด 3 วันติดต่อกันที่ฝนไม่ตก  สำหรับจำนวนหน้ายางที่กรีด  เกือบทุกสวนที่สำรวจ มีการ แบ่งกรีดยาง 2 หน้า  โดยมีเกษตรกรที่แบ่งกรีด 3 หน้าเพียง  5 % เพราะคิดว่าน่าจะรักษาต้นยางให้เจริญเติบโตดีกว่าระยะยาว และได้น้ำยางไม่ต่างกัน

                ปัญหาหน้ายางแห้ง พบทุกสวนที่กรีดยางได้ช่วงเวลาหนึ่ง  โดยเฉลี่ยมีต้นที่หน้ายางแห้ง 3 -5 % นอกจากนั้นยังมีปัญหาต้นยางโตไม่เท่ากัน   ทำให้บางต้นที่เล็กแข่งขันไม่ได้ และไม่สามารถกรีดยางได้

วิเคราะห์ผลผลิต

                จากการสัมภาษณ์  พบว่าผลผลิตวันที่ได้สูงสุดต่อวันที่กรีด อยู่ในช่วง 1-5 แผ่นต่อวันต่อไร่ โดยน้ำหนักแผ่นยาง อยู่ในช่วง 1-1.3 กก.ต่อแผ่น ที่ใช้น้ำยาง 2-3 ลิตร   ผลผลิตยางจะได้มากในเดือนกันยายน 

ผลผลิตวันที่ต่ำสุดต่อวันที่กรีด  อยู่ในช่วง  0.5 - 2 กก.ต่อวัน   ดังนั้นประมาณผลผลผลิต เฉลี่ย 2 กก.ต่อวัน  

                จำนวนวันที่กรีดต่อปีจากข้อมูลของสวนที่มีการจดบันทึกอยู่ในช่วง  131 วัน -140 วัน

ระยะเวลาที่กรีดในรอบปี  โดยเริ่มกรีดตั้งแต่เดือน เมษายน - มิถุนายน ถึงเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์  ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ใบร่วง และออกใบใหม่  และการเวลากรีดของผู้กรีด ด้วย  ประมาณ 9 เดือน  ถ้ากรีด 2 เว้น 1  กรีดได้เดือนละ 16-20 วัน หรือประมาณ 140-150 วันต่อปี       ถ้ากรีดวันเว้นวันหรือ 13-15 วัน คิดเป็น 125-135  วันต่อปี   ประมาณได้ว่าผลผลิตเฉลี่ยต่อปีต่อไร่น่าจะอยู่ระหว่าง   250-350 กก.

แผนภูมิที่3  อายุยางกับน้ำหนักแผ่นยางวันที่ได้สูงสุดในรอบปี

การวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลผลิต  ใช้ข้อมูลผลผลิตวันที่ได้สูงสุดที่เกษตรกรบอก เป็นตัวแปรตาม  เพื่อเปรียบเทียบศักยภาพและเพื่อลดความคลาดเคลื่อนจากการสมมุติและประมาณที่มากเกินไป  หาตัวแปรที่น่าจะเกี่ยวข้องกับผลผลิตโดยวิธี   Multiple Regression แบบ stepwise ระหว่างผลผลิตสูงสุดกับตัวแปรตามต่างๆได้แก่ อายุ เส้นรอบวงคุณสมบัติของดิน ระดับน้ำใต้ดิน ปริมาณปุ๋ย ฯลฯ พบว่ามีเพียงตัวแปรเส้นรอบวงต้นตัวแปรเดียว ที่มีนัยสำคัญต่อผลผลิตวันทีสูงสุด

                ขี้ยาง เป็นส่วนที่ตกค้างในถ้วยนอกจากน้ำยางที่เก็บไปทำแผ่นยาง   เกษตรกรเก็บขี้ยางขายได้สวนละ 10 - 100 กก.ต่อเดือน เฉลี่ย หรือได้ประมาณ 1-2 กก.ต่อไร่ต่อเดือน   โดยราคาขี้ยางประมาณ 55 - 60% ของราคาแผ่นยางเกรด 2 

การทำแผ่นยาง

                ส่วนใหญ่ใช้ถ้วยน้ำยาง 3 ลิตร ต่อยางหนึ่งแผ่น   บางรายใช้น้อยกว่าหรือมากกว่า

แรงงานทำแผ่นยางก็เป็นแรงงานเดียวกับที่กรีด

                ปัจจัยสำคัญในการทำแผ่นยาง คือน้ำ   เกษตรกรเลือกที่มีน้ำเพียงพอ  โดยส่วนใหญ่ใช้น้ำบาดาล

เครื่องจักรทำแผ่นยาง รีดเรียบ  เครื่องรีดลาย  เครื่องนวด (ส่วนใหญ่ใช้แรงคนนวด) รวม 15,000 -30,000บาท

แผนภูมิที่4  เส้นรองวงต้นยางเฉลี่ยกับ น้ำหนักแผ่นยางวันที่ได้สูงสุด

รูปที่ 18  ขี้ยาง

รูปที่19  การทำแผ่นยาง

                สถานที่อบหรือตากยาง

                การทำแผ่นยางให้แห้งก่อนนำไปขาย  มีหลายรูปแบบ   ตั้งแต่   ตากบริเวณบ้านหรือตากในชายคาบ้านเวลาฝนตก   หรือก่อกองฟืนช่วยให้ความร้อนรมแผ่นยาง    หรือลงทุนทำ เป็นโรงอบที่มีผนังสังกะสีที่มีช่องใส่ฟืนเป็นพลังงานให้ความร้อน      เป็นโรงที่ใช้หลังคาสังกะสีใส ใช้เฉพาะแสงแดดไม่ใช้ฟืน   บางรายใช้โรงเรือนร่วมกันในกลุ่มญาติหรือเพื่อนบ้านกัน

รูปที่20 โรงเรือนตากหรืออบยาง

                การจำหน่าย

                ส่วนใหญ่นำไปจำหน่ายที่ตลาดของสหกรณ์ของ ธกส.  ในพื้นที่ใกล้สวนยาง  พื้นที่ศรีเมืองใหม่ ตระการพืชผล  ขายที่สมาคมเกษตรก้าวหน้า    ตลาดยางเปิดสองอาทิตย์ครั้ง    บางครั้งอาจขายให้พ่อค้าที่มารับซื้อในชุมชน  บางรายโทรศัพท์เรียกพ่อค้ามารับที่สวนหรือที่ทำแผ่นยางได้   เกษตรกรจำนวนมากขายให้หลายที่ ขึ้นอยู่กับ ความสะดวก และผลตอบแทนอื่นๆ  เช่นอาจขายให้พ่อค้าที่ตนติดหนี้ซื้ออุปกรณ์ วัสดุในการทำสวนยาง   บางรายไปขายตลาดที่ไกลกว่า เพราะความพอใจในบริการหรือความน่าเชื่อถือของแหล่งรับซื้อว่าไม่เอาเปรียบผู้ขาย  มีชุมชนสร้างตลาดยางเอง เช่น ที่อำเภอบุณฑริก โดยการสนับสนุนริเริ่มของโครงการจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

                ราคาในการจำหน่าย ขึ้นอยู่กับราคาตลาดระดับประเทศ และขึ้นกับคุณภาพของแผ่นยาง   ซึ่งในการสำรวจ เฉลี่ยอยู่ในเกรด 2-3 ในช่วงต้นปีที่สำรวจ ปี 2549 เดือนมิถุนายน ราคาแผ่นยางที่เกษตรกรขายถึงกก.ละ 90-95 บาท ขี้ยาง 50-60 บาท ขณะที่ช่วงเดือนตุลาคม ราคาแผ่นยางเหลือกก.ละ 60 บาท

                9. การวิเคราะห์ต้นทุนและรายได้จากการทำยาง 10 ไร่ 7 ปี (กรีดปีที่ 7)

                จากการวิเคราะห์และประมาณจากข้อมูลการสำรวจนี้  ร่วมกับ ข้อมูลจากการศึกษาต้นทุนการผลิตสวนยางของอเนก และคณะ(2548)  ได้สรุปการคำนวณต้นทุน และรายได้ดังตารางนี้  

ต้นทุน

 

 

 

  351,000

ต้นทุนปลูกและดูแลรักษา

 

 

ราคา(บาท)

หน่วย

บาท

207,800

พันธุ์     ต้นละ 20  บาท ไร่ละ 100 ต้น (รวมซ่อม)

20

 ต้น

       20,000

 

ค่าเตรียมพื้นที่   เผา ถาง ไถ

 

 

       3,000

ไร่

       30,000

 

ค่าทำหลุม และปลูก

 

 

10

 ต้น

       10,000

 

ค่าทำรั้วกันวัว ควาย

600 เมตร

 

100

เมตร

         6,000

 

ปุ๋ยรองก้นหลุม (rock phosphate 1 บาท , คอก 2  บาท/หลุม)

3

 ต้น

         3,000

 

ปุ๋ยเคมียางเล็ก 6 ปี (ไร่ละ 40 กก. 6 ปี)

 

12

กก.

       28,800

 

ปุ๋ยคอกยางเล็ก 6 ปี

2 กก.ต่อต้น

3

กก.

       36,000

 

แรงงานใส่ปุ๋ยยางเล็ก 6 ปี - 2แรงต่อไร่ต่อปี

 

150

แรง

       18,000

 

ปุ๋ยเคมียางใหญ่  1 ปี

1 กก.ต่อต้น

12

กก.

       12,000

 

ปุ๋ยคอกยางใหญ่ 1 ปี

1 กก.ต่อต้น

3

กก.

         3,000

 

แรงงานใส่ปุ๋ยยางใหญ่ 1 ปี  -2 แรงต่อไร่ต่อปี

150

แรง

         3,000

 

สารกำจัดวัชพืช 7 ปี   ปีละ 100 บาทต่อไร่

 

100

ไร่

         7,000

 

ค่าแรงกำจัดวัชพืช 7 ปี  ไร่ละ 2 แรงต่อปี

 

150

แรง

       21,000

 

ตัดแต่งกิ่ง   2 แรงต่อปีต่อไร่ 3 ปี

 

 

150

แรง

         9,000

 

สารป้องกันกำจัดโรค แมลง

 

 

 

 

         1,000

 

ต้นทุนกรีด เก็บและทำแผ่น

 

 

 

 

 

143,200

มีด ถ้วยรองน้ำยาง ลวด ลิ้น ถัง  สำหรับ 10 ไร่

 

 

         2,000

 

น้ำกรด

 

 

 

 

         1,000

 

ตะกง  20 ใบๆ ละ150

 

 

 

 

         3,000

 

อุปกรณ์ ภาชนะ ทำแผ่น  (ถัง โอ่ง ที่กรอง ลวด ไม้ตาก กระป๋องตวง พายสังกะสี)

         1,000

 

เครื่องจักรทำแผ่น (คู่)

 

 

 

 

       17,000

 

โรงอบ

 

 

 

 

       30,000

 

เจาะน้ำบาดาล

 

 

 

 

         8,000

 

เชื้อเพลิง

 

 

 

 

         1,000

 

ไฟฟ้า  ปั้มน้ำ หมุนเครื่องรีด 1 ปี

 

 

 

         1,000

 

ค่าจ้างกรีด ทำแผ่น

 

 

40

%

       79,200

 

 

 

 

 

 

 

 

รายได้ ปีแรกที่กรีด

 

 

ราคา

 

จำนวนเงิน

 

แผ่นยาง

300

กก./ไร่/ปี

60

กก

      180,000

  198,000

ขี้ยาง

60

กก.ต่อไร่กก./ไร่/ปี

30

กก

       18,000

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุป

                เกษตรกรหรือเจ้าของสวนยางในจังหวัดอุบลฯ โดยเฉพาะที่กรีดได้แล้วนั้น ส่วนใหญ่เสามารถจัดการการผลิต และการตลาดได้ดี   และมีแนวโน้มที่มีผู้ปลูกตามและจะขยายการผลิตเพิ่มขึ้นมาก   ปัญหาการปลูกสำคัญอยู่ที่ให้ยางรอดตายมากที่สุดช่วงแรก  จากภัยของ สภาพแห้งแล้ง  น้ำท่วมขัง  ไฟไหม้  และวัวควายในช่วงยางเริ่มปลูก  การลงทุนช่วงแรก  และราคายางที่ไม่ผันผวน    ผู้ปลูกยางที่ประสบความสำเร็จ จะขยัน มีความรู้ มีแรงงาน และมีเงินทุน เพียงพอสำหรับปุ๋ย   และอุปกรณ์เครื่องมือการทำแผ่นยาง  

                ในการวิเคราะห์การเจริญเติบโต และผลผลิตของยาง เกี่ยวข้องกับปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างร่วมกัน  แต่สามารถให้ผลผลิตได้ดีกับดินหลายสภาพ ตั้งแต่ที่นาถึงที่ลาดชัน  แม้ในดินลูกรังหรือทรายจัดที่ปลูกพืชอื่นไม่ได้ดี   จากการวิเคราะห์ระดับแปลง พบว่าผลผลิตสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับเส้น รอบวง และอายุยาง และมีแนวโน้มจะสัมพันธ์เชิงบวกกับเนื้อดินเหนียว   และ การเพิ่มความรู้เรื่องการใส่ปุ๋ยและปรับปรุงเทคนิคหรือรูปแบบการกรีด และดูแลรักษาต้นยาง น่าจะทำให้ผลผลิตยางดีขึ้นได้อีก