6.1 การพัฒนาฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ ทรัพยากร และการปลูกยางพาราจังหวัดอุบลราชธาน

ผศ. สุรจิต ภูภักด ิ์

...........................................................

           คำนำ

             การพัฒนาฐานข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นประการแรกในการดำเนินงานวิจัยระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการปลูกยางพาราในจังกวัดอุบลราชธานี ฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ทรัพยากร น้ำ ดิน ป่า สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ฝน ขอบเขตการปกครอง เส้นทางคมนาคมและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจสังคมของเกษตรกร จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวิเคราะห์ความเหมาะสมในการปลูกยางพารา ทั้งด้านการผลิต และการตลาด ระบบฐานข้อมูลได้เชื่อมโยง ข้อมูลต่างๆเข้าด้วยกัน ข้อมูลพื้นฐานเชิงพื้นที่ เช่น ขอบเขตการปกครอง ที่ตั้งหมู่บ้าน สภาพภูมิประเทศ เส้นทางคมนาคมและสิ่งปลูกสร้าง การใช้ประโยชน์ที่ดิน ทรัพยากรดิน ป่าไม้ ได้รับการอนุเคราะห์จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้จัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ระดับจังหวัดทั่วประเทศ ข้อมูลสภาพเศรษฐกิจสังคมระดับครัวเรือน ได้จากฐานข้อมูล จปฐ./กชช2ค  กระทรวงมหาดไทย โดยทำการเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อมูลรหัส หมู่บ้าน ในระบบ GIS ซึ่งมีข้อมูลพื้นที่ปลูกยาง และจำนวนครัวเรือนที่ปลูก ล่าสุดในปี 2547 ของจังหวัดอุบลราชธานี ข้อมูลระดับครัวเรือนบางส่วน ได้จากการสำรวจจากแบบสอบถาม

             ข้อมูลเกี่ยวกับดิน ได้รับความอนุเคราะห์จากกรมพัฒนาที่ดิน คือ (1) ข้อมูลชุดดินขนาดมาตราส่วน 1:100,000 ที่ดำเนินการในปี 2514 (2) ข้อมูลกลุ่มชุดดิน (62 กลุ่ม) ขนาดมาตราส่วน 1: 50,000  พร้อมข้อมูลการจำแนกความเหมาะสมของชุดดินต่อพืชเศรษฐกิจ 10 ชนิดคือ ข้าว  อ้อยโรงงาน  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์   สับปะรด  มันสำปะหลัง  กาแฟ  ลำไย  ทุเรียน  ปาล์มน้ำมัน  ยางพารา (3) ข้อมูลแผนที่ชุดดินปรับปรุงใหม่ในปี 2541-2543 ขนาดมาตราส่วน 1: 50,000 พร้อมการจำแนกความเหมาะสมต่อยางพารา และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ

             ข้อมูลสภาพฝนและภูมิอากาศได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 10 -50 ปี จากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 18 สถานีเก็บดังนี้ ที่ว่าการอำเภอวารินชำราบ ที่ว่าการอำเภอเดชอุดม ที่ว่าการอำเภอศรีเมืองใหม่ ที่ว่าการอำเภอม่วงสามสิบ ที่ว่าการอำเภอตระการพืชผล ที่ว่าการอำเภอโขงเจียม ที่ว่าการอำเภอเขื่องใน ที่ว่าการอำเภอพิบูลมังสาหาร ที่ว่าการอำเภอน้ำยืน ที่ว่าการ อำเภอบุณฑริก ที่ว่าการอำเภอเขมราฐ สถานีบำรุงพันธ์สัตว์อุบลราชธานี  อำเภอเมือง สถานีทดลองหม่อนไหมอุบลราชธานี  อ.วารินชำราบ นิคมสร้างตนเอง ลำโดมใหญ่ อ.เดชอุดม ที่ว่าการอำเภอตาลสุม ที่ว่าการอำเภอกุดข้าวปุ้น ที่ว่าการอำเภอนาจะหลวย  ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

             ข้อมูลที่เชื่อมโยงในระบบ GIS อีกส่วนคือข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกยางพารา ในระดับประเทศ ระดับภาคและระดับจังหวัดอุบลราชธานี ในระดับจังหวัด ได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 -2548 จากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จังหวัดอุบลราชธานี และข้อมูลพื้นที่ปลูกพร้อมครัวเรือนที่ปลูกรายอำเภอจากสำนักงานสถิติจังหวัดอุบลราชธานี

สรุปข้อมูลในฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์จังหวัดอุบลราชธานี

(ข้อมูลบางส่วนสรุปจาก ภูษิต และคณะ, 2544)

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้งและอาณาเขต

           จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 14 องศา 12 ลิปดา 16 ฟิลิปดา ถึง 16 องศา 5 ลิปดา 43 ฟิลิปดา เหนือ และเส้นแวงที่ 104 องศา 7 ลิปดา 30 ฟิลิปดา ถึง 105 องศา 39 ลิปดา 1 ฟิลิปดา ตะวันออก มีพื้นที่ทั้งหมด 15,512,171 ตร.กม. หรือ 9,695,107 ไร่ (คำนวณจากแผนที่กลุ่มชุดดิน 1:50,000) คิดเป็นร้อยละ 9.2 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 630 กิโลเมตร โดยทางรถยนต์ หรือ 575 กิโลเมตร โดยทางรถไฟ และมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศและจังหวัดต่างๆ ดังนี้

             ทิศเหนือ             ติดต่อจังหวัดอำนาจเจริญ ยโสธรและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

             ทิศตะวันออก     ติดต่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

             ทิศใต้                 ติดต่อประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย และจังหวัดศรีสะเกษ

             ทิศตะวันตก       ติดต่อจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร

ขอบเขตการปกครองและประชากร

             - การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น 20 อำเภอ 5 กิ่งอำเภอ 219 ตำบล 2422 หมู่บ้าน โดยมีอำเภอและกิ่งอำเภอ ดังนี้ คือ  อำเภอเมืองอุบลราชธานี  อำเภอกุดข้าวปุ้น    อำเภอเขมราฐ อำเภอเขื่องใน อำเภอโขงเจียม อำเภอเดชอุดม อำเภอตระการพืชผล อำเภอตาลสุม   อำเภอนาจะหลวย อำเภอน้ำยืน อำเภอบุณฑริก อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอโพธิ์ไทร อำเภอม่วงสามสิง อำเภอวารินชำราบ อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอสำโรง อำเภอสิรินธร อำเภอดอนมดแดง อำเภอทุ่งศรีอุดม กิ่งอำเภอนาเยีย กิ่งอำเภอเหล่าเสือโก้ก กิ่งอำเภอนาตาล กิ่งอำเภอสว่างวีระวงศ์ และกิ่งอำเภอน้ำขุ่น

             - การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาล 23 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 210 แห่ง สภาตำบลนิติบุคคล 6 แห่ง

             - ประชากร  จากสถิติของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2545 จังหวัดอุบลราชธานี มีประชากรทั้งสิ้น  1,792,774  คน เป็นชาย  899,005 คน และหญิง  893,769  คน จำนวนผู้ชายคิดเป็นร้อยละ 50.1 ของประชากรทั้งหมด  ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลมีเพียง  ร้อยละ  14.6   ในขณะที่ส่วนที่เหลืออีก  ร้อยละ   85.4   อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล ความหนาแน่นของประชากร เท่ากับ 111.3 ต่อตารางกิโลเมตร   จำนวนประชากรเฉลี่ยต่อครัวเรือนเท่ากับ 4.6 โดยประชากรเฉลี่ยต่อครัวเรือนในเขตเทศบาล เท่ากับ 4.0 และประชากรเฉลี่ยต่อครัวเรือนนอกเขตเทศบาลเท่ากับ 4.7 จำนวนครัวเรือนเฉลี่ยต่อหมู่บ้าน เท่ากับ 153.2 และจำนวนประชากรเฉลี่ยต่อหมู่บ้าน เท่ากับ 697.6

 

ภาพที่1  แผนภูมิแสดงประชากรในจังหวัดอุบลราชธานีในแต่ละอำเภอ

จากแผนภูมิพบว่า อำเภอที่มีประชากรมากที่สุดคืออำเภอเดชอุดม โดยมีประชากรทั้งหมด 144,057 คน รองลงมาคืออำเภอพิบูลมังสาหาร โดยมีประชากรทั้งหมด 118,472 คน   ส่วนอำเภอที่มีประชากรน้อยที่สุดคือกิ่งอำเภอนาเยีย โดยมีประชากรทั้งหมดเพียง 17,389 คน


      ภาพที่ 2  แผนที่แสดงขอบเขตการปกครองจังหวัดอุบลราชธานี

ลักษณะทางภูมิศาสตร์

สภาพภูมิอากาศ  จังหวัดอุบลราชธานี เช่นเดียวกับจังหวัดอื่นๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อจำแนกประเภทของภูมิอากาศตามระบบของ Koppen’s classification of climate จัดอยู่ในลักษณะภูมิอากาศแบบฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู (Aw: Tropical Savannah Climate) ภูมิอากาศแบบนี้จะมีอุณหภูมิสูงตลอดปี มีฝนตกชุกเป็นบางระยะและมีฤดูแล้งที่เด่นชัด เดือนที่หนาวที่สุดจะมีอุณหภูมิสูงกว่า 18 องศาเซลเซียส และเดือนที่แล้งที่สุดจะมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยน้อยกว่า 60.9 มิลลิเมตร โดยที่น้ำฝนเฉลี่ยตลอดปีน้อยกว่า 2540 มิลลิเมตร ข้อมูลสภาพภูมิอากาศจังหวัดอุบลราชธานี สรุปอยู่ในงานวิจัย การวิเคราะห์ระบบการทำฟาร์มแบบวนเกษตรที่มียางพาราเป็นพืชหลัก: กรณีศึกษาแปลงยางพาราใน จังหวัดอุบลราชธานี และ เรื่องการศึกษาศักยภาพของพื้นที่เพื่อการปลูกยางพาราในจังหวัดอุบลราชธานี ของเอกสารสรุปผลงานฉบับนี้

สภาพภูมิประเทศ  จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่ในแอ่งโคราช-อุบล อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 100 – 760 เมตร กว่าร้อยละ 50 หรือประมาณ 7 ล้านไร่ มีความสูง 100-130 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง มีความลาดชันร้อยละ 0 - 35 พื้นที่ลาดเอียงจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกของพื้นที่จังหวัด จะมีลักษณะตั้งแต่ราบเรียบ บริเวณตะวันตกของจังหวัด ประมาณร้อยละ 30 มีสภาพภูมิประเทศเป็นลูกคลื่นลอนชัน และภูเขา ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกและทิศใต้ของจังหวัด มีภูเขาสลับซับซ้อนเป็นแนวพรมแดนทางทิศตะวันออกและทิศใต้ ที่สำคัญคือเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาพนมดงรักกั้นอาณาเขตระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย มีแม่น้ำโขงเป็นแนวกั้นจังหวัดอุบลราชธานีกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ลักษณะทางธรณีวิทยา ลักษณะธรณีวิทยาของจังหวัดอุบลราชธานี จัดอยู่ในยุคควาเทอร์นารี (Quaternary : Qa) ประมาณ 1 ล้านปี ลงมาถึงปัจจุบันเป็นตะกอนน้ำพาโดยที่เป็นชั้นของกรวด ทราย ทรายแป้ง และดินตะกอนที่ถูกน้ำพัดพามาสะสมกัน ในที่ราบน้ำท่วมถึง พบอยู่ทั้งสองฝั่งของลำน้ำชี และลำน้ำมูลสำหรับหินที่มีอายุมากต่อจากยุค Qa ได้แก่ ชุดหินโคราช โดยมีอายุอยู่ในยุคเทอร์เธียรี่ช่วงล่าง (Lower Tertiary) ไปจนถึงยุคจูแรสซิก (Jurassic) อายุประมาณ 63 ถึง 180 ล้านปี จากแผนที่ธรณีวิทยา  มาตราส่วน  1: 250,000  ของกรมทรัพยากรธรณี (ภาพที่  ) มีหมวดหินต่างๆ ซึ่งเป็นหมวดหินชั้นและหินแปร นับเรียงจากอายุน้อยไปหามากดังนี้

           - หมวดหินมหาสารคาม (Maha Sarakham Formation : KTms) เป็นหินทราย และหินทรายแป้ง สีแดง มีการเรียงตัวของชั้นหินชัดเจน และบางแห่งมีคราบเกลือบนพื้นผิว มีอายุอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนบนถึงเทอร์เธียรีตอนล่าง (Upper Cretaceous – Lower Tertiary) อายุประมาณ 135 ถึง 63 ล้านปี

- หมวดหินโคกกรวด (Khok Kruat Formation : Kkk) หมวดหินนี้เป็นหินทรายและหินทรายแป้ง สีน้ำตาลแกมเทา น้ำตาลแกมม่วง และน้ำตาลแกมแดง เนื้อปูนปน บางส่วนมีชั้นหินปูนกรวดมนเป็นชั้นบางๆ และหินทรายแป้งปน เม็ดปูนแทรกสลับ มีอายุอยู่ในยุคครีเทเชียส (Cretaceous period) อายุประมาณ 135 ล้านปี

           - หมวดหินภูพาน (Phu Phan Formation : Kpp) หมวดหินนี้เป็นหินทรายและหินกรวดมน สีเทาแกมเขียวและขาว มีรอยชั้นขวางของหินทรายเป็นสีน้ำตาลแกมแดง และหินปูนกรวดมนแทรกสลับ มีอายุอยู่ในยุคครีเทเชียส (Cretaceous) อายุประมาณ 135 ล้านปี       - หมวดหินเสาขรัว (Sao Khua Formation : Ksk) หมวดหินนี้เป็นหินทรายและหินทรายแป้งสีน้ำตาลแกมแดง เนื้อปูนปนบางส่วน มีอายุอยู่ในยุคครีเทเชียส (Cretaceous) อายุประมาณ 135 ล้านปี

           - หมวดหินพระวิหาร (Phra Wihan Formation : Jpw) หมวดหินนี้เป็นหินทรายสีขาวและเหลืองอ่อน มีหินกรวดมนเป็นชั้นบางๆ แทรกสลับอยู่ มีอายุอยู่ในยุคจูแรสซิก (Jurassic) อายุประมาณ 180 ล้านปี พบอยู่ในแนวหินชั้นนอกสุด ต่อจากหมวดหินเสาขรัว ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย

           นอกจากนี้ยังพบหมวดหินอัคนี ประเภทหมวดหินบะซอลต์ (Basalt : bs) เป็นหมวดหินบะซอลต์ที่มีโพรงอากาศและรอยการไหล มีอายุอยู่ในยุคเทอร์เธียรี่ (Tertiary) อายุประมาณ 13 ถึง 63 ล้านปี

 

ภาพที่ 3 แผนที่แสดงเส้นชั้นความสูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

ภาพที่ 4  ลักษณะทางธรณีวิทยา

อุทกวิทยา

แหล่งน้ำผิวดิน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นที่บรรจบของแหล่งน้ำสำคัญของภาคอีสาน คือแม่น้ำชีกับแม่น้ำมูล และติดกับแม่น้ำโขงบริเวณชายแดนกับประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ดังนั้นเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำที่สำคัญเหล่านั้น โดยมีแหล่งน้ำผิวดินที่สำคัญดังนี้

-                               แม่น้ำโขง ไหลผ่านอำเภอเขมราฐ อำเภอศรีเมืองใหม่ ช่วงไหลผ่านจังหวัดอุบลราชธานี มีความยาวประมาณ 310 กิโลเมตร แม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

-                               แม่น้ำมูล  ไหลผ่านอำเภอเมืองอุบลราชธานี วารินชำราบ พิบูลมังสาหาร และโขงเจียม ช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดอุบลราชธานี มีความยาวประมาณ 100 กิโลเมตร ปัจจุบันได้มีการสร้างเขื่อนปากมูล ที่บริเวณปากแม่น้ำมูล

-                               แม่น้ำชี  ไหลผ่านและบรรจบกับแม่น้ำมูลบริเวณอำเภอเขื่องใน แม่น้ำชีมีกระแสน้ำไหลอยู่ตลอดปี แต่ในหน้าแล้งน้ำจะเหลือน้อย จึงไม่เพียงพอต่อการทำชลประทานเพื่อการเกษตร

-                               ลำน้ำเซบก เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำมูล มีความยาวประมาณ 150 กิโลเมตร ไหลผ่านอำเภออำนาจเจริญ อำเภอม่วงสามสิบ และอำเภอตระการพืชผล แล้วไหลผ่านไปบรรจบกับแม่น้ำมูลที่เขตแดนระหว่างอำเภอเมืองอุบลราชธานี และอำเภอพิบูลมังสาหารลำน้ำเซบาย  เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำมูล มีความยาวประมาณ 200 กิโลเมตร ไหลผ่านอำเภอตระการพืชผล อำเภอเขื่องใน อำเภอม่วงสามสิบ และอำเภอเมืองอุบลราชธานี

-                               ลำน้ำโดมใหญ่  เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำมูล  มีความยาวประมาณ 250 กิโลเมตร ต้นน้ำอยู่ที่อำเภอน้ำยืนไหลไปทางทิศเหนือผ่านอำเภอพิบูลมังสาหาร ไปบรรจบกับแม่น้ำมูลที่อำเภอพิบูลมังสาหาร

-                               ลำน้ำโดมน้อย  เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำมูล มีความยาวประมาณ 150 กิโลเมตร ต้นน้ำอยู่ที่อำเภอบุณฑริก  ไหลผ่านบริเวณที่เป็นภูเขา การพลังงานแห่งชาติได้ก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อเก็บกักน้ำไว้ในเขื่อน คือ เขื่อนลำโดมน้อยหรือเขื่อนสิรินธรตั้งอยู่ในเขตอำเภอพิบูลมังสาหาร ขนาดเขื่อนสูง 42 เมตร ยาว 950 เมตร สันเขื่อนกว้าง 7.50 เมตร เก็บน้ำได้ 1,550 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนลำโดมน้อยหรือเขื่อนสิรินธรนี้ นอกจากสร้างขึ้นเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถส่งน้ำใช้ในการเพาะปลูกในท้องที่ลุ่มน้ำโดมน้อยได้ถึง 150,000 ไร่ นอกจากนี้การพลังงานแห่งชาติยังมีโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อใช้ในการเพาะปลูกตามแนวลำน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งรวมทั้งในเขตจังหวัดอุบลราชธานีด้วย

แหล่งน้ำใต้ดิน  จังหวัดอุบราชธานีมีแหล่งน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาลอยู่ทั่วไป แต่มีปริมาณคุณภาพ และความตื้นลึกแตกต่างกันไปตามสภาพธรณีวิทยาและอุทกวิทยา จากการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี สรุปสภาพน้ำบาดาลในจังหวัดอุบลราชธานีออกเป็น   5  เขต       

เขตที่ 1  แหล่งน้ำบาดาลบริเวณริมน้ำมูลในเขตอำเภอเมือง เป็นแหล่งน้ำบาดาลที่เกิดในดินร่วนหรือแอ่งสะสมกรวดทราย ที่เกิดจากการพัดพาของกระแสน้ำในแม่น้ำมูลปริมาณน้ำส่วนใหญ่มีคุณภาพดี

เขตที่  2  แหล่งน้ำบาดาลบริเวณด้านตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดอุบลราชธานีในท้องที่อำเภอเมือง ม่วงสามสิบ และเขื่องใน เป็นแหล่งน้ำบาดาลในหินแข็ง น้ำบาดาลที่ขุดเจาะในบริเวณนี้เป็นน้ำที่มีคุณภาพดี แต่คุณภาพน้ำจะมีผลกระทบของน้ำเค็ม

เขตที่  3   แหล่งน้ำบาดาลที่เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ทั่วไปของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งคุณภาพน้ำจากแหล่งนี้ไม่เหมาะสมที่จะพัฒนาเพื่อการเกษตรนอกจากอุปโภคบริโภค

             เขตที่ 4 แหล่งน้ำบาดาลที่มีในพื้นที่เป็นหย่อมๆ ทางตอนกลางและทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดฯ คุณภาพน้ำเค็มไม่เหมาะที่จะพัฒนาการเกษตร และอุปโภคบริโภค

เขตที่ 5 พื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและมีหินปกคลุมอยู่ทั่วไปไม่สามารถจะขุดเจาะหรือพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลได้

ภาพที่ 5 ลุ่มน้ำหลัก เส้นทางน้ำ และ แหล่งน้ำในจังหวัดอุบลราชธานี

แหล่งน้ำชลประทาน จังหวัดอุบลราชธานี มีเนื้อที่ชลประทานที่สร้างเสร็จแล้ว 273,817 ไร่ โครงการชลประทานของจังหวัดอุบลราชธานี มีดังนี้

           - โครงการชลประทานขนาดใหญ่ จำนวน 2 โครงการ คือโครงการชลประทานลำโดมน้อย (เขื่อนสิรินธร) ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสิรินธรสามารถเก็บน้ำได้ 1,550 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำช่วยเหลือในการเพาะปลูกได้ประมาณ 1.5 แสนไร่ และโครงการเขื่อนปากมูล ตั้งอยู่ในเขตอำเภอโขงเจียม เป็นฝายกั้นแม่น้ำสามารถใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรได้ประมาณ 1.6 แสนไร่

           - โครงการชลประทานขนาดกลาง ในจังหวัดอุบลราชธานีมี 13 โครงการ เก็บน้ำได้ 87.68 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ได้ประโยชน์ 214,130 ไร่

           - โครงการชลประทานขนาดเล็ก แบ่งเป็นประเภทที่ใช้น้ำเพื่อการเกษตร พวกอ่าง ฝาย 177 โครงการ เก็บน้ำได้ 55.18 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ใช้ประโยชน์ 70,330 ไร่ พื้นที่ได้รับประโยชน์ 6,624 ไร่ โครงการขุดลอกหนองน้ำและคลองธรรมชาติอีก 65 โครงการ เป็นการใช้น้ำในเรื่องอุปโภค โครงการขุดบ่อน้ำหรือสระอีก 4,008 บ่อ เป็นโครงการแหล่งน้ำในไร่นา 1,725 ไร่ เก็บน้ำได้ 2,228,250 ลูกบาศก์เมตร พื้นที่ได้รับประโยชน์ 10,153 ไร่ อีก 2,283 บ่อ เป็นโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร สามารถเก็บน้ำได้ 2,876,580 ลูกบาศก์เมตร พื้นที่ได้รับประโยชน์ 21,154 ไร่ และในโครงการนี้มีฝายทดน้ำอีก 1 โครงการ พื้นที่ได้รับประโยชน์ 700 ไร่

ทรัพยากรป่าไม ป่าไม้ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีพบ ป่าเต็งรังหรือป่าแดงอยู่ทั่วไป ส่วนป่าดงดิบประเภทดิบแล้ง พบในเขตอำเภอน้ำยืน ส่วนป่าเบญจพรรณพบอยู่ใน อำเภอเขมราฐ อำเภอบุณฑริกและอำเภอพิบูลมังสาหาร มีพื้นที่ป่าตามกฎหมายประมาณ 3,690,230 ไร่ แต่จากข้อมูล ปี 2538 มีพื้นที่ป่าเหลือ ประมาณ 1.56 ล้านไร่ ซึ่งจะขึ้นหนาแน่นบริเวณชายแดนเป็นส่วนใหญ่ พื้นที่ป่าเกือบทั้งหมดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ  ได้มีการจำแนกเป็นป่าเพื่อการอนุรักษ์ พื้นที่  1.50  ล้านไร่, ป่าเพื่อเศรษฐกิจ  มีพื้นที่  1.68  ล้านไร่, ป่าที่มีความเหมาะสมต่อการเกษตร พื้นที่  273,130 ไร่, อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ  พื้นที่ 50,000 ไร่, อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย พื้นที่ 428,750 ไร่, อุทยานแห่งชาติผาแต้ม  มีพื้นที่ 212,500 ไร่, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม พื้นที่ 140,845 ไร่ และวนอุทยานน้ำตกผาหลวง  มีเนื้อที่ 11,375 ไร่

ลักษณะดิน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แบ่งลักษณะของดินในจังหวัดอุบลราชธานี ออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ ได้ดังนี้

ก. กลุ่มดินไร่  ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งหมด สามารถแยกเป็นกลุ่มย่อยได้ดังนี้

-                               กลุ่มดินไร่ทั่วไป มีพื้นที่เพียงเล็กน้อยส่วนใหญ่อยู่ทางทิศใต้ ทิศเหนือและตอนกลางด้านตะวันตกของจังหวัด

-                                         กลุ่มดินไร่ตื้น ส่วนใหญ่กระจายอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ

-                                          กลุ่มดินไร่ดี อยู่ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน

-     กลุ่มดินไร่ทราย อยู่ในพื้นที่อำเภอวารินชำราบ บุณฑริก น้ำยืน และอำเภอสำโรง

-                               กลุ่มดินคละ ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 30 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ส่วนมากจะอยู่บริเวณตอนกลางของจังหวัด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่ 6 ทรัพยากรป่าไม้ในจังหวัดอุบลราชธานี

                                                                                     ที่มาข้อมูล: สำนักงานป่าไม้เขตอุบลราชธานี

ข. กลุ่มดินนา  มีพื้นที่ประมาณร้อยละ 15 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ทางทิศตะวันตกและตอนกลางของจังหวัด สามารถแยกตามคุณสมบัติของดินได้ดังนี้

-       กลุ่มดินนาทั่วไป อยู่ในพื้นที่อำเภอพิบูลมังสาหาร น้ำยืน และอำเภอสำโรง

-       กลุ่มดินนาดี อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำมูล บริเวณตอนกลางของจังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ของอำเภอเขื่องใน เมือง วารินชำราบ และอำเภอตาลสุม

-       กลุ่มดินนาตื้นอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดในพื้นที่อำเภอพิบูลมังสาหาร และอำเภอเดชอุดม

ค. กลุ่มพื้นที่สูงและภูเขา  ครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 15 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ทางทิศเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแนวยาวลงไปทางทิศใต้ ของจังหวัดและเป็นแนวแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย

ง. กลุ่มดินเค็ม  กลุ่มดินเค็มครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 10 ของพื้นที่จังหวัด ซึ่งมีดินเค็มอยู่ 3 ระดับ ตั้งแต่ดินเค็มน้อยถึงดินเค็มจัด ส่วนมากอยู่ทางตอนกลางของจังหวัดสามารถแยกได้เป็น ดินเค็มน้อย มีอยู่ประมาณ 471,112 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 15 ของพื้นที่นาในจังหวัด อยู่ในพื้นที่อำเมือง เขื่องใน ม่วงสามสิบ และอำเภอตระการพืชผล ดินเค็มปานกลาง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 17,056 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.40 ของพื้นที่นาในจังหวัด ส่วนมาอยู่ในพื้นที่ราบเขตอำเภอเขื่องใน และอำเภอม่วงสามสิบ และดินเค็มจัดครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 67,449 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2 ของพื้นที่นาในจังหวัดอยู่ในพื้นที่อำเภอเขื่องในและม่วงสามสิบ

             เมื่อจำแนกพื้นที่ตามข้อมูลชุดดินมาตราส่วน 1: 100,000 ปี 2516 พบว่าชุดดินที่มีมากอันดับหนึ่งคือ ดินชุดโคราช ประมาณ 3.6 ล้านไร่ รองลงมาคือดินที่มีสภาพพื้นที่ลาดชัน 2.1 ล้านไร่ อันดับสามคือดินชุดร้อยเอ็ด 1.9 ล้านไร่ (ตารางที่  )

ตารางที่ 1 ขนาดพื้นที่ (ไร่) ตามชุดดินในจังหวัดอุบลราชธาน

ดินขุดโคราช

 3,636,651,116

ดินสภาพพื้นที่ลาดชัน

 2,061,020,400

ดินชุดร้อยเอ็ด

 1,927,954,807

ดินชุดสัมพันธ์โคราช และโพนพิสัย

 1,802,436,870

หน่วยดินผสมของดินชุดบรบือ

 1,000,921,445

ดินชุดอุบล

    813,505,222

ดินชดโพนพิสัย

    679,351,783

ดินชุดสัมพันธ์ร้อยเอ็ด และเพ็ญ

    583,900,637

ดินชุดน้ำพอง

    499,083,864

หน่วนดินสัมพันธ์ของชุดดินร้อยเอ็ดและอ้น

    488,053,954

ดินชุดบุณฑริก

    484,513,148

ดินตะกอนสภาพพื้นที่ลาดชันเชิงซ้อน

    408,581,000

ดินชุดเพ็ญ

    293,587,019

ไม่ระบุ

    166,687,936

ดินชุดโคราชประเภทที่มีสีคล้ำ

    137,219,488

ดินชุดพิมาย

    133,940,354

ดินชุดร้อยเอ็ดประเภทที่เป็นดินร่วน

      88,803,824

ดินชุดอ้น

      88,500,272

ดินชุดโคราชประเภทพื้นที่สูง

      80,907,542

ดินชุดโชคชัย

      57,225,840

ดินชุดสีธร

      19,921,064

ไม่ทราบชุดดิน

      18,840,345

ดินชุดเชียงใหม่

        8,853,990

ดินชุดสกล

        8,853,141

ดินชุดกาฬสินธุ์

        7,757,483

ดินชุดท่าม่วง

        5,684,430

ดินชุดวาริน

        4,359,447

ดินชุดบรบือ

        3,922,673

ดินชุดสัมพันธ์โคราช และบรบือ

          826,427

ดินชุดยโสธร

          174,687

ดินชุดน้ำพองประเภทดินร่วน

          130,520

การใช้ประโยชน์ที่ดิน จากการสำรวจการใช้ประโยชน์ที่ดินปี 2543 โดยกรมพัฒนาที่ดิน (ข้อมูลอยู่ในชุดข้อมูลกลุ่มชุดดิน ปี 2543) พบว่าพื้นที่ นาดำประมาณ 4.8 ล้านไร่ เกือบร้อยละ 50 ของพื้นที่ ทั้งหมด รองลงมาคือป่าเบญจพรรณ ประมาณ 1.4 ล้านไร่ มีรายงานพื้นที่ปลูกยางพารา 2,143 ไร่ อย่าไรก็ตามพื้นที่การใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะจำแนกไม่ชัดเจน โดยเฉพาะระหว่างพื้นที่ทำการเกษตรกับพื้นที่ป่า ส่วนพื้นที่ป่าก็มีการผสมผสานของป่าหลายชนิด ซึ่งเป็นลักษณะธรรมชาติของการใช้ประโยชน์ที่ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตารางที่ 2 การใช้ประโยชน์ที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีปี 2543

การใช้ประโยชน์ที่ดิน

พื้นที่ (ไร่)

นาดำ

      4,754,351

ป่าเบญจพรรณ

      1,396,994

พืชไร่ผสม-ไม้ยืนต้นผสม

        209,515

อ่างเก็บน้ำ

        169,900

ป่าแดงหรือป่าเต็งรัง

        157,668

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ

        140,911

นาดำ-ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

        140,726

ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม-ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

        133,690

ป่าแดงหรือป่าเต็งรัง-นาดำ

        102,266

ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

          99,991

ป่าเบญจพรรณ-ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

          96,202

ป่าดิบแล้ง

          94,350

ป่าเบญจพรรณ-นาดำ

          76,702

ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

          66,629

แม่น้ำลำคลอง

          59,018

ป่าเบญจพรรณ/ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

          48,512

ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม/ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

          48,455

ป่าแดงหรือป่าเต็งรัง/ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

          48,385

ตัวเมืองและย่านการค้า

          42,999

นาดำ/ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

          42,996

ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม/นาดำ

          41,573

พืชไร่ผสม-นาดำ

          41,380

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ-ไม้ผลผสม

          37,056

ยูคาลิปตัส

          36,671

ป่าเบญจพรรณ-ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

          36,343

พืชไร่ผสม

          35,399

ป่าเบญจพรรณ/นาดำ

          33,270

นาดำ/ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

          31,730

ป่าแดงหรือป่าเต็งรัง/นาดำ

          31,170

พืชไร่ผสม-ป่าเบญจพรรณ

          30,201

ป่าเบญจพรรณ-พืชไร่ผสม

          26,742

ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม/พืชไร่ผสม

          26,515

ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม-นาดำ

          25,629

ยูคาลิปตัส/พืชไร่ผสม

          23,771

ป่าดิบแล้ง/ป่าไม่ผลัดใบเสื่อมโทรม

          22,234

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ-ป่าเบญจพรรณ

          19,801

สถานที่ราชการและสถาบันต่างๆ

          19,200

ทะเลสาบ บึง

          18,813

สวนป่าผสม

          18,494

ป่าดิบแล้ง-ป่าไม่ผลัดใบเสื่อมโทรม

          17,575

ป่าไม่ผลัดใบเสื่อมโทรม

          16,997

มันสำปะหลัง-ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

          16,620

ยูคาลิปตัส/ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

          16,056

พืชไร่ผสม/ป่าเบญจพรรณ

          15,414

ป่าเบญจพรรณ/ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

          15,057

ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม-ป่าเบญจพรรณ

          14,994

นาดำ/ป่าเบญจพรรณ

          14,444

ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม-ยูคาลิปตัส

          14,322

พืชไร่ผสม/ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

          14,207

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ/ป่าเบญจพรรณ

          13,946

นาดำ/พืชไร่ผสม

          13,599

นาดำ-ป่าไม่ผลัดใบเสื่อมโทรม

          13,072

ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม/นาดำ

          12,742

ยูคาลิปตัส-พืชไร่ผสม

          11,770

ป่าเบญจพรรณ-ยูคาลิปตัส

          11,012

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ-ป่าดิบแล้ง

          10,724

นาดำ-ป่าเบญจพรรณ

          10,391

มันสำปะหลัง/ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

          10,238

ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม-พืชไร่ผสม

          10,160

พืชไร่ผสม/นาดำ

            9,883

มันสำปะหลัง

            9,528

พืชไร่ผสม-ป่าดิบแล้ง

            9,250

ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม-ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

            8,507

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ/ป่าดิบแล้ง

            8,417

ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม-พืชไร่ผสม

            8,374

ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม/พืชไร่ผสม

            8,260

พื้นที่ลุ่ม

            8,237

ป่าเบญจพรรณ/พืชไร่ผสม

            7,593

ป่าดิบแล้ง-พืชไร่ผสม

            7,415

ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม-ป่าเบญจพรรณ

            7,368

นาดำ-พืชไร่ผสม

            6,836

พืชไร่ผสม-ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

            6,579

ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม/ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

            6,398

ป่าแดงหรือป่าเต็งรัง-ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

            5,866

นาดำ-ป่าแดงหรือป่าเต็งรัง

            5,728

นาดำ-ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

            5,439

ป่าแดงหรือป่าเต็งรัง-พืชไร่ผสม

            5,156

ป่าแดงหรือป่าเต็งรัง-ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

            5,123

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ-ป่าไม่ผลัดใบเสื่อมโทรม

            5,105

พืชไร่ผสม/ไม้ยืนต้นผสม

            4,892

ป่าไม่ผลัดใบเสื่อมโทรม/ป่าดิบแล้ง

            4,880

พืชไร่ผสม/ป่าไม่ผลัดใบเสื่อมโทรม

            4,793

ไม้ยืนต้นผสม

            4,629

ป่าแดงหรือป่าเต็งรัง/ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

            4,534

ยูคาลิปตัส-ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

            4,410

ไม้ยืนต้นผสม-ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

            4,169

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ/ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

            4,121

ไม้ผลผสม/ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

            3,934

ป่าดิบแล้ง-นาดำ

            3,907

ป่าเบญจพรรณ-ไม้ผลผสม

            3,510

ไม้ยืนต้นผสม-ไม้ผลผสม

            3,476

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ/ไม้ผลผสม

            3,412

ไม้ยืนต้นผสม/ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

            3,369

ป่าดิบแล้ง/นาดำ

            3,207

ไม้ยืนต้นผสม/ป่าเบญจพรรณ

            3,195

ป่าดิบแล้ง-ไม้ผลผสม

            3,064

นาดำ-ป่าดิบแล้ง

            2,980

ไม้ยืนต้นผสม/พืชไร่ผสม

            2,974

ป่าเบญจพรรณ-ไม้ยืนต้นผสม

            2,749

พืชไร่ผสม-ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

            2,643

ไม้ยืนต้นผสม-พืชไร่ผสม

            2,637

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ-ป่าแดงหรือป่าเต็งรัง

            2,567

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ-ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

            2,501

ยางพารา

            2,143

พืชไร่ผสม-ป่าไม่ผลัดใบเสื่อมโทรม

            2,141

ไม้ผลผสม

            2,134

มันสำปะหลัง/พืชไร่ผสม

            1,778

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ/สถานที่ราชการและสถาบันต่างๆ

            1,726

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ/นาดำ

            1,600

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ-ไม้ยืนต้นผสม

            1,580

หาดทราย

            1,569

มันสำปะหลัง/นาดำ

            1,559

ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม/ทุ่งหญ้า

            1,495

พื้นที่ลุ่ม/นาดำ

            1,489

ป่าเบญจพรรณ-หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ

            1,465

พื้นที่ลุ่ม/ทะเลสาบ บึง

            1,247

ป่าดิบแล้ง/ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

            1,195

ทุ่งหญ้า

            1,083

พืชไร่ผสม/ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

               890

นาดำ-หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ

               696

ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม/ไม้ผลผสม

               664

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ/ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม

               651

หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ-ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม

               598

นาดำ/มันสำปะหลัง

               552

โรงงานอุตสาหกรรม

               524

พืชไร่ผสม/ไม้ผลผสม

               519

ไม้ยืนต้นผสม/นาดำ

               488

ตัวเมืองและย่านการค้า/สนามบิน

               412

ไม้พุ่ม หรือทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่ม/ป่าไม่ผลัดใบเสื่อมโทรม

               402

ป่าเบญจพรรณ/หมู่บ้านบนพื้นที่ราบ

               381

นาดำ/ไม้ยืนต้นผสม

               302

ป่าไม่ผลัดใบเสื่อมโทรม-ป่าดิบแล้ง

               198

บ่อทราย

               157

ป่าผลัดใบเสื่อมโทรม-มันสำปะหลัง

               144

ไม้ผลผสม/นาดำ

                72

ป่าเบญจพรรณ/ป่าไม่ผลัดใบเสื่อมโทรม

                15

อกสารอ้างอิง

ภูษิต วิวัฒน์วงศ์วนา, สุรินทร์ ไวยเจริญและ อิสรา  อนุรักษ์พงศธร 2544.  รายงานการสำรวจดิน งานปรับปรุงแผนที่ดินระดับจังหวัด มาตราส่วน 1: 50,000 จังหวัดอุบลราชธานี ฉบับที่ 765 กองสำรวจและจำแนกดิน กรมพัฒนาที่ดิน  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2549. http://www.oae.go.th/ สืบค้นข้อมูลเมื่อ มกราคม 2550

สกย.อบ., 2549 http://www.rubber.co.th/ubon/  สืบค้นข้อมูลเมื่อ กุมภาพันธ์ 2550