ระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการปลูกยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: กรณีศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
       ภาพรวม
                 การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2545-46 ได้ส่งผลถึงความต้องการยางธรรมชาติ (Natural rubber) ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคายางในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ในประเทศเองราคายางได้เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด คือ ยางแผ่นชั้นสามจากเฉลี่ยประมาณ 20 บาทต่อ กก. ในปี 2545 เพิ่มเป็นเฉลี่ย 50 บาท ต่อ กก. ในปี 2547 และในปี 2549 ได้เพิ่มเป็น ประมาณ 80 บาทต่อกก.  รัฐบาลได้ออกนโยบายขยายพื้นที่ปลูกยางพาราในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ 1 ล้านไร่ ในปี 2547-49 ทำให้ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ยางพารากลายเป็นพืชที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงในภาคการเกษตรโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตาม ยางพาราเป็นพืชใหม่ต่อพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้อมูลการผลิตที่มียังไม่ครบรอบอายุปลูก ดังนั้นการแนะนำส่งเสริมและขยายพื้นที่ปลูก ยังต้องการองค์ความรู้ที่เป็นการวิเคราะห์และวิจัยเชิงลึกอีกมาก เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ของเกษตรกร จากพืชเดิมมาปลูกยางพารา และให้มั่นใจว่ายางพาราคือพืชที่เหมาะสมจริงหรือไม่
       ในแง่การผลิต
                 ยางพาราเป็นพืชใหม่ต่อพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีถิ่นกำเนิดในเขตสภาพแวดล้อมแบบร้อนชื้น ดินมีความอุดมสมบรูณ์สูง ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสภาพแวดล้อมแบบร้อนและแห้งแล้ง ดินขาดความอุดมสมบรูณ์ ดังนั้นจึงถือภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่นอกเขตพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม (หรือ Sub-optimum conditions) เช่นเดียวกับจีน อินเดีย และตอนเหนือของเวียดนาม ในพื้นที่ศึกษาจังหวัดอุบลราชธานีพบว่ามีสภาพภูมิอากาศพอเหมาะสำหรับการปลูกยางพารา คือปริมาณฝนเฉลี่ยย้อนหลัง 15 ปีเท่ากับ 1,600 มม.ต่อปี ซึ่งปกติยางพาราต้องการปริมาณฝนเฉลี่ยเกินกว่า 1,200 มม./ปี แม้ปริมาณฝนจะต่ำกว่าทางภาคใต้ แต่ก็ไม่มีผลต่อการผลิตยางเนื่องจากจำนวนเดือนที่แล้งมีเพียง 4-5 เดือน/ปี และในช่วงระหว่างเดือนที่แล้งยางพาราไม่มีปัญหาขาดน้ำจากการที่ ปริมาณน้ำขาดแคลนช่วงเดือนที่แล้ง ไม่เกินจุดวิกฤติที่กำหนด นอกจากนั้นการสูญเสียวันกรีดยางน้อยกว่า (Losses of tapping day) ทางภาคใต้เนื่องจากปริมาณฝนที่ต่ำกว่า ผลผลิตเฉลี่ยต่อปีของยางแผ่นดิบ จึงเท่ากับค่าเฉลี่ยของผลผลิตยางในภาคใต้ คือประมาณ 250 กก/ไร่/ปี (ข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตรปี 2546)
                
ปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดด้านผลผลิตที่เห็นได้ชัดในจังหวัดอุบลราชธานีคือความอุดมสมบรูณ์ของดิน พื้นที่ปลูกยางในจังหวัดอุบลราชธานีมักอยู่ในสภาพที่ดอน ลักษณะใกล้เคียงกันคือมีความอุดมสมบรูณ์ต่ำเนื่องจากมีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำมาก ดินเป็นดินทราย ถึงร่วนปนทราย ปริมาณดินเหนียว (Clay) ต่ำ ดังนั้นจะพบว่ายางพาราจะตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยและ การใช้อินทรียวัตถุได้ดี สืบเนื่องจากการที่ดินขาดความอุดมสมบรูณ์ส่งผลให้ยางในจังหวัดอุบลราชธานีมีการเจริญเติบโตช้า กว่าร้อยละ 60 ของยางที่ปลูกก่อนปี 2538 (ซึ่งเป็นช่วงที่มีข้อมูลผลผลิต) จะเริ่มกรีดได้เมื่ออายุ 8 -11 ปี (เส้นรอบวงลำต้นที่ความสูง 1.5 เมตร เท่ากับ 45-50 ซม.) แทนที่จะเป็น 7 ปี เหมือนทางภาคใต้  ส่วนปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับโรคแมลงยังพบน้อย เนื่องจากพื้นที่กรีดยังมีไม่มาก อย่างไรก็ตามจะจะพบโรคหน้ายางแห้ง โรคที่เกิดจากเชื้อราทำให้ต้นตายเป็นหย่อมๆ และปัญหาเรื่องปลวกทำลายลำต้น ในหลายพื้นที่
       ในแง่เศรษฐกิจ การลงทุนและผลตอบแทน
                ยางพารามีวงจรการผลิตหลายปี ผลตอบแทนต้องรอปีที่ 9-10 เกษตรกรจะมีรายได้สุทธิจากเงินหมุนเวียนในปีที่ 11-13 หลังการปลูก ดังนั้นสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ต้องการเงินหมุนเวียนสำหรับการครองชีพทุกวัน กอร์ปกับยางพาราเป็นพืชใหม่เกษตรกรไม่คุ้นเคย  ถือว่าเป็นการลงทุนที่เสี่ยง นอกจากนั้นยางพารายังมีต้นทุนการผลิตสูงเมื่อเทียบกับพืชเดิมในพื้นที่เช่น ข้าว ปอ และมันสำปะหลัง ผลตอบแทนในรูป Internal rate of return (IRR) จากการวิเคราะห์ฟาร์มกรณีศึกษา ช่วง 18 ปีของการปลูก พบว่าค่า IRR ร้อยละ 13 แต่ถ้าเกษตรกรใช้แรงงานในครอบครัวเองทั้งหมด จะมีผลตอบแทนเพิ่มเป็น 2 เท่า คือ IRR ร้อยละ 27 ดังนั้นการปลูกยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรใช้แรงงานในครอบครัวในการปลูก จึงจะน่าลงทุน โดย ถ้าครอบครัวมี 2 แรงงานควรปลูกไม่เกิน 15 ไร่
จากการที่รายได้ในการปลูกยางพารา ต้องรอเกือบ 10 ปี ในการปลูกยางพารา ควรปลูกในลักษณะผสมผสานกับกิจกรรมอื่นที่สามารถเกื้อกูลกัน เช่นปลูกพืชแซม ในช่วงปีที่ 1-4 และเลี้ยงปศุสัตว์ในระหว่างแถวยาง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ ช่วงที่ยางพารายังไม่ให้ผลผลิต อย่างไรก็ตามยางพารา อาจไม่ใช่พืชที่เหมาะในเชิงเศรษฐกิจ ต่อเกษตรกรรายย่อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะปัจจุบัน พืชเศรษฐกิจอื่นเช่น มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชพลังงาน และข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ต่างก็เป็นพืชที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน ดังนั้นควรมิการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ เพื่อหาพืชทางเลือกที่หลากหลายแก่เกษตรกร
       ในแง่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต
                ข้อดีของยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากให้ผลตอบแทนต่อไร่สูง (กรณีราคาเกิน 40 บาท/กก.) ยังจะส่งผลให้สภาพภูมิอากาศในระดับความสูงของพืช (Micro-climate) ดีขึ้น เนื่องจากความชุ่มชื้นจากการคายน้ำของยางพาราที่เป็นไม้ยืนต้น มีใบหนาและปกคลุมเกือบตลอดทั้งปี ถ้าพื้นที่ปลูกติดต่อกันเป็นบริเวณกว้าง จะมีผลต่อสภาพภูมิอากาศ จะทำให้อุณหภูมิของอากาศระดับเรือนยอดลดลง การร่วงของใบในช่วงฤดูแล้ง (กพ.-เม.ย) ของทุกปี จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้ลักษณะทางกายภาพของดินในระยะยาวดีขึ้น
                อย่างไรก็ตามกระบวนการผลิตยางพารา แตกต่างจากพืชดั้งเดิม เช่น ข้าว พืชไร่ และไม้ผลที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาก ยางพารามีการเก็บเกี่ยวน้ำยางช่วงเช้ามืด ประมาณ 02.00 - 05.00 นาฬิกา หลังจากนั้นจะมีการทำยางแผ่น จนกระทั่งถึงประมาณ 12.00 นาฬิกา ในวันที่มีการกรีดยางทุกวัน ดังนั้นจึงจะทำให้วิถีชีวิตของเกษตรกรเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นมา เนื่องจากเกษตรกรจะต้องปรับตัว ปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับกระบวนการผลิตยาง
       การใช้ประโยชน์งานวิจัย
                งานวิจัยได้ดำเนินการเกือบครบวงจรการผลิต โดยทำการเก็บข้อมูลพื้นฐานการผลิต ทรัพยากรการผลิต ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจสังคมของเกษตรกร จัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ และเพยแพร่ผ่านอินเทอเนท วิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ (Zoning) ตามลักษณะดินและภูมิอากาศ วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อผลผลิตและการเจริญเติบโต ตลอดจนเงื่อนไขในการปลูกทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมการประสานงานและเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ  สิ่งที่ยังขาดคือการวิจัยการเพิ่มผลผลิตน้ำยางโดยวิจัยการผลิตให้ยางมีการเจริญเติบโตตามศักยภาพของสภาพแวดล้อมในการปลูก (Potential yield) เพื่อลดต้นทุนการผลิต การวิจัยเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจในการปลูกยางพาราเพื่อการใช้ทรัพยากรการผลิตสูงสุด (Maximize profit) การผลิตยางพาราตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการวิจัยเพื่อลดความเสี่ยงในการผลิตยาง นอกจากนั้นงานวิจัยยังไม่ครอบคลุมกระบวนการหลังการผลิตน้ำยาง การวิจัยคุณภาพน้ำยาง ตลอดจนการเพิ่มมูลค่ายางแผ่น (Value added) ซึ่งบางส่วนอยู่ในระยะที่ 2 (ปี 2550)

ผู้ดำเนินงานวิจัย คณะเกษตรศาสตร์ และคณะบริหารศาสตร์
                          มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
หน่วยงานสนับสนุนงบประมาณ 
       สำนักงบประมาณแผ่นดิน ผ่านกองส่งเสริมงานวิจัย
       มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ผลการศึกษา
              สารบัญ
ภาคผนวก  
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนำผลจากโครงการไปใช้ประโยชน์  
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการปลูกยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ:
กรณีศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี
Decision support system for rubber plantation in the Northeast Thailand:
UbonRachathani case study
หน้าแรก
เกี่ยวกับโครงการ
ผลการศึกษา
ข้อมูลเชิงวิชาการ
ภาพรวมยางพารา
สภาพภูมิอากาศ จ.อุบล
ลักษณะดิน จ.อุบล
หน่วยงานที่เกี่ยวกับยางพารา
Web Page Maker, create your own web pages.